ตำรวจเผย ซินแสโชกุน ประวัติหลอกลวงโชกโชน เปลี่ยนชื่อกว่า 10 ครั้ง

15-09-46ผบช.ก. ระบุ ซินแสโชกุน มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนมาแล้วหลายครั้ง แต่เจ้าทุกข์ยอมความ เคยเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลกว่า 10 รอบ เตรียมประสาน ปปง. เช็กเส้นทางการเงิน ด้านผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้วหลายราย

วันที่ 12 เมษายน 2560 ที่กองปราบปราม พลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวภายหลังการประชุมติดตามคดีการฉ้อโกงของบริษัท เวลท์เอเวอร์ กรณีหลอกประชาชนไปทัวร์ญี่ปุ่นกว่า 2 พันคน ว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความแล้วประมาณ 470 คน การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ซินแสโชกุน มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนแบบนี้มาประมาณ 3-4 ครั้งแล้ว เพียงแต่มีการไกล่เกลี่ยยอมความกันมาโดยตลอด จึงไม่มีหมายจับติดตัว (ถอนหมายจับ) หลังจากที่ก่อเรื่องซินแสโชกุนจะเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เพื่อก่อตั้งบริษัทใหม่ เท่าที่ตรวจสอบพบว่าหมอโชกุนเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลมาแล้วเกือบ 10 ครั้ง ยืนยันว่าครั้งนี้ตำรวจจะต้องดำเนินคดีให้ได้ และจะไม่ยอมความแน่นอน เพราะหมอโชกุนมีพฤติการณ์ดังกล่าวมาหลายครั้ง และไม่เข็ดหลาบ กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก โดยหลังจากดำเนินคดีจะทำการยึดทรัพย์สินต่อไป เพราะมีลักษณะฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก คล้ายกับแชร์ลูกโซ่ โดยแม่ข่ายเองก็ไม่ทราบว่าโดนหลอก จึงไปชักชวนคนอื่น ๆ มาร่วมด้วย จึงมีผู้เสียหายเป็นพันคน
โดยเบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินของซินแสโชกุน มาเฉลี่ยคืนผู้เสียหายทุกคนให้ได้ ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาท ส่วนแม่ข่ายอาจจะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเชื่อว่าถูกหลอกและเป็นผู้เสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน และขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการ หรือมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีผู้ที่กระทำความผิดและถูกดำเนินคดีขณะนี้เพียง 1 คน ส่วนจะมีผู้ร่วมขบวนการหรือไม่นั้นยังไม่มีการยืนยัน เนื่องจากผู้เสียหายไม่เคยพบ ซินแสโชกุน มีเพียงการติดต่อทางไลน์และแม่ข่ายเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีการส่งคลิปเสียงผ่านไลน์กลุ่ม ไม่ให้ผู้เสียหายแจ้งความกับตำรวจ และอ้างว่าเหตุที่ต้องยกเลิกเที่ยวบิน เกิดจากผู้เสียหายรวมตัวแจ้งความกับตำรวจ จึงส่งผลกระทบต่อสายการบิน ทำให้สายการบินไม่สามารถส่งเครื่องบินมารับผู้โดยสารได้นั้น ขณะนี้ได้คลิปเสียงนี้แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะแจ้งข้อหาอื่นกับซินแสโชกุนได้อีกหรือไม่
ด้านนางสาวศิริภิชชา อนุรักษ์สกุล หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตัวเองถูกหลอกจากการขายทัวร์ของบริษัทดังกล่าว ที่มีการประกาศขายทัวร์ในเทรดออนไลน์ ซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าในเว็บไซต์ โดยตนเห็นแพ็กเกจทัวร์ดังกล่าวในเทรด จึงสนใจและสมัครเข้าร่วมไปเที่ยวด้วยในราคา 3 หมื่นบาท โดยไม่ทราบมาก่อนว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทขายตรง

เมื่อโอนเงินไปทั้งหมดแล้วจะมีแม่ข่าย ชื่อ มาดามซู หรือ พีทชนันท์ เป็นคนดูแล ประสานงานต่าง ๆ ให้ จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (11 เมษายน 2560) ตนก็ไปตามเวลานัด และรอนานจนรู้สึกผิดปกติ จึงคิดว่าถูกหลอก ซึ่งขณะนี้ก็ยังติดต่อกับมาดามซู ได้ปกติ โดยได้รับการยืนยันว่าจะได้เงินคืน หากต้องการที่จะยกเลิกการไปเที่ยว

แฉอีก ซินแสโชกุน เปิดบริษัทได้ 2 เดือน-เคยถูกออกหมายจับ 3 หมาย

a1_522“ซินแสโชกุน” เปิดบริษัทมา 2 เดือน ไม่ได้จดทะเบียนกับ สคบ. ซ้ำยังแอบอ้างธุรกิจขายตรง เคยเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล 10 ครั้ง ถูกศาลออกหมายจับ 3 หมาย แต่ถูกถอนหมายจับหมดแล้ว

เป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีคนไทยกว่าพันคนที่ถูกขายฝัน หลอกซื้อทัวร์ราคาถูกไปเที่ยวญี่ปุ่นกับบริษัท WealthEver ขณะที่โลกออนไลน์ก็ต่างแสดงความคิดเห็น และงัดหลักฐานออกมาแฉวีรกรรมของซินแสโชกุนกันอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไร้วี่แววของเจ้าตัว ร้อนถึงหน่วยงานต่าง ๆ ต้องออกมาตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากล

โดย พ.ต.อ. ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่าบริษัท WealthEver ดำเนินธุรกิจแบบขายตรง เนื่องจากไม่มีตัวสินค้าและไม่มีการจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรง กับทาง สคบ. เพียงแต่เป็นการกล่าวอ้าง และใช้แผนการดำเนินธุรกิจออนไลน์มาหลอกล่อให้หลงเชื่อ ซึ่งธุรกิจแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และมีการร้องเรียนเข้ามายัง สคบ. อย่างต่อเนื่อง ในกรณีนี้เข้าข่ายดำเนินการลักษณะของแชร์ เพราะเป็นการระดมทุน และไม่มีตัวสินค้า จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.กู้ยืมเงิน และเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุก เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการเอาผิดได้ทุกคดีทางอาญา

a2_425

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า บริษัท WealthEver มีการจดทะเบียนการค้าไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 โดยเจ้าของบริษัทเคยประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เคยถูกแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2555-2559 รวม 6 คดี ส่วนใหญ่เป็นข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และคดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ถูกศาลออกหมายจับรวม 3 หมาย แต่ถูกถอนหมายจับหมดแล้ว และยังพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ระหว่างปี 2543-2559 รวม 10 ครั้ง อีกทั้งยังมีเอกสารแชร์ว่อนออนไลน์ ระบุว่า บริษัทอาหารเสริม ซินแสโชกุน หรือ นางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ จดทะเบียนด้วยทุน 2 ล้านบาท ในจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 หรือราว 2 เดือนเศษ ก่อนเกิดเหตุตุ๋นสมาชิกบริษัทไปเที่ยวญี่ปุ่น จนผู้เสียหายล้นสนามบินสุวรรณภูมิ

บุกค้นบริษัท WealthEver พบเป็นแค่บ้านพัก ไร้สินค้า ครอบครัวงงไม่รู้ถูกจดทะเบียน

a1_521เจ้าหน้าที่บุกค้นบริษัท WealthEver พบเป็นบ้านพักธรรมดา ไร้สินค้าใด ๆ ด้านเจ้าของบ้านยันไม่รู้ลูกสาวแอบไปจดทะเบียนไว้ ซ้ำไม่กลับบ้านมา 3 ปีแล้ว

ภายหลังจากมีข่าวการลอยแพลูกทัวร์ที่เตรียมจะไปญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ก่อนทราบว่าบริษัทดังกล่าวใช้ชื่อว่า WealthEver โดยมี ซินแสโชกุน เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าบริษัทได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงถูกต้อง แต่ภายหลังทาง สคบ. ออกมายืนยันว่า ไม่เคยออกใบอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวแต่อย่างใดนั้น (อ่านข่าว : สคบ. ออกโรงยันชัด บริษัท WealthEver ไม่ได้รับใบอนุญาตขายตรง !)

ความคืบหน้าเรื่องนี้ วันที่ 12 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก Top News Th
รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท WealthEver จำกัด เลขที่ 88/6 หมู่ 9 ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ พบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียวแบบธรรมดาเท่านั้น และไม่ได้มีสินค้าใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในการจดทะเบียน

ตรวจสอบ พบมีผู้อยู่อาศัย 2 คน ได้แก่ นายสุนทร สมัครกสิกรรณ์ อายุ 64 ปี และนางรวม สมัครกสิกรรณ์ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นบิดา-มารดา ของ น.ส.ทัดดาว สมัครกสิกรรณ์ ผู้ถือหุ้นบริษัท WealthEver โดยทั้งสองคนรู้สึกตกใจที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เพราะไม่ทราบว่าลูกสาวได้ใช้บ้านไปจดทะเบียนเป็นรูปแบบบริษัท อีกทั้งไม่ทราบว่าลูกสาวทำงานอะไร เนื่องจากไม่ได้กลับบ้านมานานกว่า 3 ปีแล้ว และเพิ่งมาทราบข่าวว่าลูกสาวได้ไปโกงเงินจากชาวบ้านเป็นจำนวนมาก

ด้าน นายสุนทร เล่าอีกว่า บ้านหลังนี้เป็นชื่อของลูกสาว แต่ตนไม่ทราบว่ามีการนำไปจดทะเบียนเป็นบริษัท ถ้ารู้ก็จะคัดค้านแน่นอนเพราะไม่สนับสนุนเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาตนก็ไม่ทราบเรื่องใด ๆ และได้ประกอบอาชีพขุดมันสำปะหลัง ได้ค่าแรงวันละ 200 บาท

สุดช้ำ เหยื่อทัวร์ญี่ปุ่นได้กระเป๋าใหม่จากลูก แต่กลับถูกลอยแพ ต้องนอนพื้นสนามบิน

1_5ผู้เสียหายทัวร์ญี่ปุ่นช้ำใจ เดินทางมาจากหลายจังหวัด บางรายลูกซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่เอี่ยมให้ สุดท้ายกลับโดนหลอก สืบพบต้นตอเงินไปอยู่กับ ซินแสโชกุน

กลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความเห็นใจ กับกรณีที่มีผู้คนนับพันชีวิตหวังว่าจะได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ด้วยการจ่ายเงินซื้อทัวร์ราคาถูกเพียง 9 พัน-หมื่นกว่าบาท แต่กลับถูกลอยแพจนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ภายหลังทราบว่าหัวหน้ากรุ๊ปดังกล่าวคือ ซินแสโชกุน นั้น (อ่านข่าว : คลิปเสียงซินแสดัง ลั่น ยกเลิกทัวร์ญี่ปุ่น เพราะรวมตัวกันวุ่นวาย)
จากเรื่องนี้ วันที่ 12 เมษายน 2560 ยังคงมีการตีแผ่ความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกหลอกให้เสียเงินแต่ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เสียหายบางส่วนยังคงรวมตัวกันที่บริเวณชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาออก ของสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเดินทางมาไกลจากต่างจังหวัด ทำให้ไม่มีที่พักในกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ต่างรอความชัดเจนรวมถึงความรับผิดชอบจากผู้ที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้

ด้านลูกทัวร์กลุ่มหนึ่งเล่าว่า ตนเดินทางมาจากภาคใต้ ทั้ง จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ซึ่งทุกคนต่างถูกชวนให้ไปเที่ยวจากคนรู้จักในพื้นที่ ก่อนจะไปชวนญาติพี่น้องให้รวมตัวกันมา โดยเสียเงินคนละประมาณ 9,000 บาท แต่ไม่ทราบข้อมูล หรือรายละเอียดการเดินทาง โดยผู้เสียหายบางรายเล่าว่า ลูกสาวซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่มาให้ หวังให้ได้ไปเที่ยวแบบมีความสุข แต่สุดท้ายกลับพบว่าโดนหลอกให้เสียเงิน ไม่ได้ไปต่างประเทศตามที่ตั้งใจเอาไว้ ซ้ำยังต้องมานอนลำบากทนหนาวที่พื้นสนามบิน ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจเป็นอย่างมาก

ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย วัย 67 ปี เผยว่า มาจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งกลุ่มตนนั้นมากัน 11 คน จ่ายเงินคนละ 10,000 บาท ให้กับคนรู้จักที่ทำงานที่เป็นคนชวน แต่หลังจากที่ไม่ได้ไปเที่ยวตามที่ตกลง พอถามไปกลับบอกว่าไม่รับรู้ และให้ไปเรียกเงินคืนจากคนชื่อ อาจารย์โชกุน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ ซึ่งตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นอกจากนี้ยังเผยคลิปของ อาจารย์โชกุน ที่ถูกส่งมาในกลุ่มไลน์ ระบุว่าใครไม่มาขึ้นเครื่องจะแจ้งความจับ แต่พอตนมากลับไม่ได้ไปเที่ยว และต้องอยู่ที่สนามบินมานานกว่า 1 วันแล้ว

เผยยอดแจ้งความทริปซินแสโชกุน 470 ราย-กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จ่อแถลงบ่ายนี้

japan2กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เผยยอดคนแจ้งความคดีถูกลอยแพทริปญี่ปุ่น 470 คน ล่าสุดเดินทางกลับบ้านหมดแล้ว พร้อมเตรียมแถลงข่าวบ่ายวันนี้ (12 เม.ย. 2560)

วันที่ 12 เมษายน 2560 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภายในสนามบินสุวรรณภูมิขณะนี้ ผู้เสียหายจากกรณีถูกลอยแพทริปเที่ยวญี่ปุ่นของซินแสโชกุนได้ทยอยเดินทางกลับกันหมดแล้ว ซึ่งเบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความรวม 470 คน แต่เชื่อว่าจะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มอีก โดยผู้เสียหายสามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจท่องเที่ยวได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด และในขณะนี้ทางกระทรวงได้มีการเปิดสายด่วน 02-401-1111 เพื่อรองรับผู้เสียหายโทร. ร้องทุกข์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงจะมีการแถลงข่าวถึงเรื่องนี้ในวันนี้ เวลาประมาณ 13.00

ยังจับไม่ได้ ซินแสโชกุน ล่องหน ตร. มั่นใจได้ตัววันนี้-คุมญาติ 5 คน สอบเค้น

600_105

ข่าวลอยแพนักท่องเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ล่าสุดทางตำรวจเชิญญาติ ซินแสโชกุน มาสอบปากคำ เชื่อจะได้ตัวผู้ต้องหาภายในเย็นนี้ จ่ออายัดทรัพย์ต่อไป

กลายเป็นประเด็นร้อนในชั่วข้ามคืน สำหรับกรณีลอยแพลูกทัวร์ญี่ปุ่นจำนวนนับพันคน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อค่ำวานนี้ (11 เมษายน 2560) หลังมีการซื้อทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จากบริษัท WealthEver โดยมี ซินแสโชกุน เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งต่อมาก็ได้มีชาวเน็ตออกโรงแฉว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซินแสโชกุน ลอยแพนักท่องเที่ยว แถมเจ้าตัวยังเปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายครั้ง

คืบหน้าวันนี้ (12 เมษายน) ทาง พล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้แถลงข่าวให้ความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมตัว ซินแสโชกุน ได้ก่อนเวลา 18.00 น. และเตรียมประสาน ปปง. อายัดทรัพย์สินต่อไป ซึ่งในตอนนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหาย และยังมีผู้ทยอยเดินทางเข้ามาแจ้งความกันอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเวลา 14.00 น. มีรายงานข่าวจากกองปราบปรามว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จับกุมตัวกลุ่มญาติและเครือข่ายของซินแสโชกุน 5 ราย ขณะกบดานอยู่ที่จังหวัดระนอง ส่วนตัว ซินแสโชกุน นั้นยังหลบหนีไปได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะยังหลบหนีอยู่ในประเทศ จึงกำชับให้ด่าน ตม. เพิ่มการเฝ้าสังเกตการณ์บุคคลคนนี้ รวมถึงขึ้นบัญชีห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

สมาคมทัวร์ชี้ รู้ล่วงหน้าแล้ว WealthEver ไม่ใช่บริษัททัวร์ หลังเหยื่อถูกลอยแพ

ee210091-
สมาคมทัวร์ เผยรู้ล่วงหน้ามาก่อน WealthEver ไม่ใช่บริษัททัวร์ ชี้เคยทำหนังสือแจ้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แล้ว แต่หวั่นหากเตือนไป ถ้าเที่ยวได้จริงจะกลายเป็นแจ้งข่าวสารผิด

ภายหลังจากที่มีข่าวมหกรรมลูกทัวร์ถูกลอยแพนับพันชีวิต กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 เมษายน 2560 หลังซื้อทริปท่องเที่ยวไปโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 9,730-20,000 บาท กับทางบริษัท WealthEver จนเกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 12 เมษายน 2560 นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ อุปนายกสมาคมไทยบริการการท่องเที่ยว กล่าวว่า บริษัท WealthEver เป็นบริษัทขายตรงที่หากสมัครสมาชิกแล้วจะได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว สมาคมได้ทราบเรื่องมาในระยะหนึ่งแล้ว และได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้แจ้งเตือนหรือดูแลนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของสมาคมเองไม่สามารถแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า เพราะไม่มั่นใจว่ามีบริษัททัวร์ดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะหากจริง และสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ จะกลายเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดกับผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวยังได้มีการโฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์ ประกาศว่ามีทัวร์ไปญี่ปุ่นในราคาประมาณ 13,900 บาท ไปไต้หวันประมาณ 6,000 บาท ซึ่งถูกกว่าความเป็นจริงมาก อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังสนามบินที่จะใช้ในการเดินทาง คือ สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค ก็พบว่าไม่เป็นความจริง และทางสายการบินก็ได้ไปลงแจ้งความว่าบริษัท คาเธ่ย์แปซิฟิค ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแพกเก็จทัวร์ดังกล่าว

สภาพคุณหมอหลังผ่าตัดยาว 28 ชม. นอนบนพื้น รพ. ทุ่มเทเต็มที่เพื่อชีวิตคนไข้

a1_506โลกออนไลน์จีนแห่แชร์ภาพคุณหมอนอนสลบเหมือด หลังทุมเทผ่าตัดต่อเนื่อง 28 ชั่วโมงไม่ได้หยุด ชาวเน็ตชื่นชมปนเอ็นดู ทำงานมาหนัก ถึงเวลาพักสักนิดบ้าง

การทำงานหามรุ่งหามค่ำ จดจ่ออยู่กับหน้าที่ติดต่อกันยาว ๆ หลายชั่วโมงนั้น เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยสาหัสมาก โดยเฉพาะกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง พอเลิกงานทั้งที ใคร ๆ ก็ล้วนอยากกลับไปซบเตียงนุ่ม ๆ ที่บ้าน นอนเอาแรงเพื่อวันต่อไป คุณหมอหนุ่มชาวจีนรายนี้ก็เช่นกัน ภาพที่เขานอนหลับหมดเรี่ยวแรงกลายที่พูดถึงอย่างมากบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ผ่าตัดติดต่อข้ามวันข้ามคืน กว่าจะได้พัก

คุณหมอท่านนี้มีชื่อว่านายแพทย์หลัว เฮง จากการรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 ระบุว่า หลัว เฮงเป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศจีน เขาผ่านตารางเวรที่หนักหน่วงอย่างมาก ผ่าตัดคนไข้ 5 รายแบบต่อเนื่องกันตลอด 28 ชั่วโมง แทบไม่ได้พักผ่อน
เริ่มต้นจากเคสฉุกเฉินเร่งด้วยในตอนกลางคืน 2 ราย ข้ามคืนมาจนถึงเช้า ต่ออีก 3 รายเรื่อยไปจนถึงอีกวันหนึ่ง ซึ่งหลังจากผ่านภารกิจทั้งหมดแล้วนั้น นายแพทย์คนเก่งท่านนี้ก็หามุมเล็ก ๆ ในโรงพยาบาลเพื่อพักสายตา ไม่ใช่บนโซฟา เก้าอี้ หรือเตียงที่ไหน แต่บนพื้นของโรงพยาบาล โดยมีเบาะเล็ก ๆ ปูนอนแค่เพียงชิ้นเดียว

ภาพคุณหมอถูกโพสต์ลงบนเว็บไซต์เว่ยป๋อ และมันกลายเป็นภาพไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว ชาวเน็ตต่างสรรเสิรญคุณหมอหนุ่มที่ทำงานหนักและทุ่มเทแรงใจแรงกายเพื่อรักษาชีวิตคน แต่นอกจากคุณหมอคนเก่งแล้ว ก็ต้องชื่นชมพยาบาลในชุดสีม่วงด้วยเหมือนกันนะ เพราะเธอก็ดูเพลียไม่ต่างกัน

เห็นเหน็ดเหนื่อยสาหัสกันแบบนี้แล้ว ต้องชื่นชมจริง ๆ ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณหมอและบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเททุก ๆ ท่านเลยนะคะ

เฮลโล่ สาวเจอมือปริศนาเขย่าประตู พอออกมาดูเห็นแล้วลมแทบจับ

a2_4
เฮลโล่ ! สาวเจอบุคคลปริศนาเขย่าประตูบ้าน มองออกไปไม่เจอใคร พอเพ่งดูดี ๆ ลมแทบจับ กลายเป็นตัวเงินตัวทองยักษ์

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เว็บไซต์ workpointtv.com รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู ได้รับการขอความช่วยเหลือให้ไปจับสัตว์เลื้อยคลานเข้าบ้านพัก ซึ่งอยู่ที่บ้านเลขที่ 444/344 เป็นบ้านเทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น หมู่บ้านกิตตินคร ต.บางบ่อ

ทั้งนี้ในที่เกิดเหตุมีตัวเงินตัวทอง ยาวประมาณ 2 เมตร เกาะกับเหล็กดัดประตูทางเข้าบ้านพักอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยจับจนสำเร็จ แล้วจะนำไปปล่อยป่าคืนสู่ธรรมชาติ ไกลบ้านเรือนประชาชนต่อไป
ด้านนางสาวมินทิญา ลินทะจะกะ วัย 41 ปี เจ้าของบ้านพัก กล่าวว่า ขณะที่ตนกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน จู่ ๆ มีเสียงคล้ายกับอะไรมาเขย่าประตูเหล็กดัด มองไปก็ไม่พบคน จึงไม่ได้สนใจ แต่เสียงเขย่าก็ไม่ได้หายไป ฉะนั้นจึงเดินออกมาดู แทบเข่าทรุดเมื่อเห็นตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ พอตนไล่ก็ไม่ไป ดังนั้นจึงตัดสินใจโทร. แจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยจับ

หนุ่มขับเก๋งชนป้ายจราจรไฟลุก ก่อนพุ่งเข้าเซเว่น เผาวอดทั้งร้าน

seve1เกิดอุบัติเหตุหนุ่มขับเก๋งเสียหลักชนป้ายจราจรไฟลุกไหม้ ก่อนพุ่งเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นย่านปทุมธานี วอดทั้งหลัง เสียหายกว่า 10 ล้านบาท

วันที่ 18 เมษายน 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเสียหลัก พุ่งชนเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เลขที่ 11141 หน้าหมู่บ้านกฤษณา ถนนปทุม-สามโคก ทำให้ไฟไหม้สินค้าทั้งร้าน จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลสามโคกและใกล้เคียงจำนวน 10 คัน
ที่เกิดเหตุเป็นร้านสะดวกซื้อ อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 3 คูหา ถูกรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีขาว สภาพเสียหายทั้งคันคาอยู่ในร้านสะดวกซื้อและไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงทำให้สินค้าภายในร้านเสียหายทั้งหมด คนขับชื่อ นายธนวีร์ อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกและไฟคลอกเล็กน้อย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงควบคุมเพลิงได้ ซึ่งทรัพย์สินและสินค้าภายในร้านเสียหายทั้งหมด มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
จากการสอบถามนายประภา อายุ 30 ปี ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน กล่าวว่า ขณะที่ตนเองกำลังเติมสินค้าภายในร้านเห็นรถเก๋งคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วเสียหลักชนป้ายจราจรกลางถนน จากนั้นเกิดไฟลุกที่รถพร้อมกับพุ่งเข้ามาชนเข้ามาในร้านจนไฟได้ลุกลามสินค้าและไหม้ทั้งร้านอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พร้อมบันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานและประสานไปทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุอีกครั้งว่าสาเหตุเกิดจากอะไร