ไหว้พระขอพรที่วัดญาณสังวราราม

ผ่านเดือนที่ร้อนระอุที่สุดในรอบปีไปเป็นที่เรียบร้อย ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ชนิดที่แดดแรงเหี้ยมเกรียม ทั้งร้อนทั้งแล้งแห้งเหี่ยวใจ แต่ก็ยังพอให้ชุ่มฉ่ำใจในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาที่ได้กลับไปหาญาติสนิทมิตรสหายและพักผ่อนกันอย่างหนำใจ
เอ้า… เทศกาลวันหยุดยาวผ่านไปแล้ว การเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ ไปหลายวันในช่วงนี้คงจะไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ทริปนี้ผมขอพาไปเที่ยวแบบ One day trip ก็แล้วกัน ใกล้ ๆ แค่จังหวัดชลบุรีนี่เอง พัทยา – สัตหีบ ทริปนี้ถือว่าพาไปไหว้พระขอพรให้ขวัญและกำลังใจในการใช้ชีวิตอย่างมีสติทำทุกวันให้ดีมีความหมายนะครับ
พูดถึงพัทยา แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะนึกถึงทะเล ชายหาดสวย ๆ ทั้งพัทยาเหนือ – ใต้ หาดจอมเทียน ชายทะเลหลายหาดในสัตหีบ แต่เราขอเลยชายหาดทั้งหลายมุ่งตรงไปยังธรรมสถานอันงดงามแห่งนี้ครับ วัดญาณสังวรารามและสถานที่ใกล้เคียง ก่อนอื่นต้องขออภัยเรื่องรูปสักนิด เนื่องจากกล้อง DSLR ที่นำไปเกิดอาการช็อตทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงต้องเกิดขึ้นโดยการใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือแทนครับ
ไหว้พระขอพรที่วัดญาณสังวราราม เรามาทำความรู้จักกับ วัดญาณสังวราราม กันก่อนครับ ที่นี่เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สังกัดธรรมยุตินิกาย ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นองค์ประธานจัดสร้างวัด เมื่อปี 2519 ได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ญาณสังวราราม เมื่อปี 2520 ได้รับการประกาศตั้งชื่อเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2523 วัดญาณสังวรารามมีเนื้อที่รวมประมาณ 366 ไร่ ไม่รวมถึงพื้นที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประมาณ 2,500 ไร่
เมื่อมาที่นี่ก็ต้องเริ่มจากการไหว้สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ที่พระอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล อุโบสถแห่งนี้มีขนาดกว้าง 13.30 เมตร ยาว 21.00 เมตร สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีมหาราช โดยดัดแปลงจากแบบพระอุโบสถเก่าคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธปฏิมาประธานประจำอุโบสถ ได้รับการถวายพระนามว่า ‘สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์’ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีขนาดประมาณองค์พระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร หน้าพระเพลา 5 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว
เนื่องด้วยภายในวัดมีสถานที่สวยงามมากมาย แต่ที่พลาดไม่ได้ที่ต้องสักการะอีกแห่งก็คือพระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ซึ่งจุดมุ่งหมายสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชวงศ์จักรี มีฐานกว้างและสูง 39 เมตร ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ชั้นที่สองประดิษฐานพระเจดีย์ทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีชนวนจากพื้นปฐพีถึงที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้านนอกชั้นที่สามมีซุ้มประดิษฐาน พระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือ พระ ภปร. ด้านหน้า พระไพรีพินาศ (ด้านขวาของพระภปร.) และพระชินราชสีหศาสดา (ด้านซ้ายของพระ ภปร.) ส่วนชั้นที่ 2 เป็นซุ้มตราพระมหาจักรี
จุดต่อมาจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ วันที่ผมไปขนาดแดดแรงจัด นักท่องเที่ยวชาวจีนยังหนาแน่นและยืนถ่ายรูปกันเต็มไปหมด ที่นี่ถือเป็นไฮไลต์อีกแห่งครับ เจดีย์พุทธคยาเป็นเจดีย์จำลองที่สร้างตามแบบพุทธคยา ในประเทศอินเดีย สวยงามสมคำร่ำลือ เรียกได้ว่าถอดแบบมาชัดเจน หากแต่สร้างด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ มองเผิน ๆ ได้อารมณ์เดียวกันครับ ภายในวัดยังมีอีกหลายจุดที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสระบัวที่มีดอกบัวบานสะพรั่งมากมายงดงามตระการตา ฯลฯ


เมื่อไหว้พระและชมความงามภายในวัดญาณสังวรารามกันจนหนำใจ แนะนำให้ท่านขับรถออกมาอีกนิด ซึ่งจะต้องผ่านอเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน) สิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมแบบจีนอันงดงาม อเนกกุศลศาลาหรือในนามภาษาจีนว่า ต้าผู่ อี่ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 31 แล้วเสร็จในปี 36 บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะได้ อเนกกุศลศาลา เป็นถาวรวัตถุที่ชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ที่นี่จะมีการเก็บค่าบัตรผ่านประตูเพื่อทำนุบำรุงวิหาร แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับความงามด้านในมากครับ
สุดท้ายก่อนกลับไปยังถนนหลักจะเห็นพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาส เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดความสูง 150 เมตร หน้าตักกว้าง 100 เมตร ประดิษฐานบนฐานบัว สามารถมองเห็นชัดแต่ไกลและมีความสวยงามกลมกลืน เข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งแกะสลักที่หน้าผาเขาชีจรรย์ ซึ่งเขาชีจรรย์นี้ มีความสูงประมาณ 169 เมตร มีฐานกว้าง 255 เมตร อยู่ห่างจากวัดญาณสังวราราม ไปทางใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ทริปนี้ทั้งได้ไหว้พระขอพรและได้ชมความงดงาม แถมไม่ไกลกรุงเทพฯ เสียดายที่กล้องดันเสีย ความงามจึงอาจไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ดีครับ อาจทำให้หลาย ๆ คนอยากเดินทางมาดูด้วยตนเอง… เพราะงามในรูปจะดีหรือดึงดูดได้เท่าความงามจากการมองด้วยสายตาของเราเองไปได้อย่างไร…

อิ่มบุญที่ วัดห้วยมงคล

ผ่านไปผ่านมาหลายครั้ง ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมและสักการะ “หลวงพ่อทวด วัดห้วยมงคล” สักที วันนี้มีโอกาสดี เราจะพาชาว e-magazine.info ไปเยี่ยมชมพร้อม ๆ กันครับ

การเดินทาง มาได้หลายเส้นทางนะครับ ถ้าเอารถไปเอง แนะนำเส้นทาง กรุงเทพ – ปราณบุรี โดยมาถึงถนนเส้น bypass (ซ้ายไปผ่านชะอำ หัวหิน ตรงไปเป็น bypass) ให้วิ่งเส้น bypass ไปประมาณ 29 กิโลเมตร จะเจอสี่แยกที่บอกว่าทางซ้ายไปหัวหิน ทางขวาไปน้ำตกป่าละอู ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับ วัดห้วยมงคล ก็ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นนี้มาประมาณ 7 กิโลเมตร เจอแยก เลี้ยวซ้าย วิ่งเข้าไปอีกหน่อย ก็จะถึงวัดห้วยมงคลครับ

เมื่อเราขับรถตลอดเส้นทางจะสังเกตเห็นทั้งสองข้างทาง เต็มไปด้วยไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา ถนนเล็ก ๆ สองเลน แต่ก็มีรถวิ่งผ่านไปมา ไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยว แวะเข้ามาเยี่ยมชมที่วัดเป็นจำนวนมาก โดยสังเกตจากรถบัสขนาดใหญ่ ที่จอดเรียงรายกันอยู่หน้าวัด สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล สามารถเข้าไปจอดในวัดเลย มีที่จอดรองรับเป็นอย่างดี จากสายตาที่เห็นในวันนี้ ผู้คนจำนวนมาก พร้อมใจกันมาสักการะ หลวงพ่อทวด กันอย่างคับคั่ง ยิ่งเป็นวันหยุดด้วยแล้ว ยิ่งเยอะเป็นพิเศษ
“วัดห้วยมงคล” เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เดิมใช้ชื่อว่า “วัดห้วยคต” ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านห้วยคต ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่จาก ห้วยคต เป็น ห้วยมงคล ซึ่งปัจจุบัน ใช้เป็นทั้งชื่อหมู่บ้าน วัด โรงเรียน และอื่น ๆ อีกมากมาย กว่าสี่สิบปีแล้วที่หมู่บ้านห้วยมงคล เป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาเยี่ยมประชาชนด้วยโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผสกนิกรได้มีฐานะดีขึ้น ประชาชนมีสุขกันทั่วหน้า ซึ่งโครงการต่าง ๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะมีส่วนราชการให้การดูแล รวมทั้งทรงอุปถัมภ์วัดห้วยมงคลไว้ให้เป็นที่พึ่งทางใจสำหรับชาวบ้าน

ต่อมาพระครูปภัสรวรพินิจ หรือพระอาจารย์ไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคลองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระนักพัฒนา ที่มีศีลจารวัตที่ดีงามเป็นที่เคารพบูชาของคนในชุมชนบ้านห้วยมงคล และพลเอกวิเศษ คงอุทัยกุล รองสมุหราชองครักษ์ ได้มีโครงการที่จะสร้าง “หลวงพ่อทวด” องค์ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพนะชนมพรรษาครบ 6 รอบ

ด้วยความที่พุทธศาสนิกชนในภาคใต้ ให้ความเคารพเลื่อมใสมาเป็นเวลานาน และรู้จักกันเป็นอย่างดี จึงก่อเกิดการร่วมมือร่วมใจจากหลายองค์กรทั้งทางภาครัฐและเอกชน ในการสร้างประติมากรรมองค์จำลองหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เททองหล่อองค์หลวงพ่อทวด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 และพระราชทานพระราชานุญาตให้คณะกรรมการจัดสร้างอันเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าองค์รูปหล่อองค์หลวงพ่อทวด
วัดห้วยมงคล” เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เดิมใช้ชื่อว่า “วัดห้วยคต” ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านห้วยคต ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่จาก ห้วยคต เป็น ห้วยมงคล ซึ่งปัจจุบัน ใช้เป็นทั้งชื่อหมู่บ้าน วัด โรงเรียน และอื่น ๆ อีกมากมาย กว่าสี่สิบปีแล้วที่หมู่บ้านห้วยมงคล เป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาเยี่ยมประชาชนด้วยโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผสกนิกรได้มีฐานะดีขึ้น ประชาชนมีสุขกันทั่วหน้า ซึ่งโครงการต่าง ๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะมีส่วนราชการให้การดูแล รวมทั้งทรงอุปถัมภ์วัดห้วยมงคลไว้ให้เป็นที่พึ่งทางใจสำหรับชาวบ้าน

ต่อมาพระครูปภัสรวรพินิจ หรือพระอาจารย์ไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคลองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระนักพัฒนา ที่มีศีลจารวัตที่ดีงามเป็นที่เคารพบูชาของคนในชุมชนบ้านห้วยมงคล และพลเอกวิเศษ คงอุทัยกุล รองสมุหราชองครักษ์ ได้มีโครงการที่จะสร้าง “หลวงพ่อทวด” องค์ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพนะชนมพรรษาครบ 6 รอบ

ด้วยความที่พุทธศาสนิกชนในภาคใต้ ให้ความเคารพเลื่อมใสมาเป็นเวลานาน และรู้จักกันเป็นอย่างดี จึงก่อเกิดการร่วมมือร่วมใจจากหลายองค์กรทั้งทางภาครัฐและเอกชน ในการสร้างประติมากรรมองค์จำลองหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เททองหล่อองค์หลวงพ่อทวด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 และพระราชทานพระราชานุญาตให้คณะกรรมการจัดสร้างอันเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าองค์รูปหล่อองค์หลวงพ่อทวด


ภายในวัด มีส่วนบริการอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นโรงทานขนาดใหญ่ สามารถเข้าไปรับประทานอาหารได้ฟรี โดยรับบริจาคปัจจัยตามศรัทธา ส่วนของ พุทธบูชาต่างๆ สำหรับคนที่ต้องการนำไปสักการะที่บ้าน หรือเป็นของฝาก ก็มีให้บริการอยู่หลายซุ้มเหมือนกัน แต่จุดเด่นที่เป็นสง่า ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน คือ องค์หลวงพ่อทวด ขนาดใหญ่ ที่หล่อด้วยโลหะผสม หน้าตักกว้าง 9.9 เมตร สูง 11.5 เมตร บนฐานสูง 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 70 เมตร ยาว 70 เมตร ตั้งตระหง่าน ตัดกับขอบฟ้า สงบนิ่งอยู่ใจกลางของวัด มองขึ้นไปแล้วจะรู้สึกได้ถึงบารมีของท่าน ที่แผ่ลงมาสู่ประชาชน ที่เลื่อมใสในศรัทธา ในความดี และคำสอนของท่าน ที่ทิ้งเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้นำปฎิบัติต่อไป


ด้านล่างจะมี “ช้างเอราวัณสามเศียร” ตั้งอยู่สองฝั่งซ้าย-ขวา มีคนนำพวงมาลัยไปสักการะจนเต็ม หลายคนพยายามโยนเหรียญ ให้เข้าปากของช้างเอราวัณ หลายคนเดินลอดท้องช้างเอราวัณกันอยู่ หลายรอบ ด้วยความเชื่อ ความศรัทธา ที่ตัวช้างเอราวัณ ได้ถูกสร้างจากไม้ 9 ชนิด ไม้สัก ไม้รัก ไม้พยุง ไม้ขนุน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็งรัก ไม้ตะเคียน แล้วก็ไม้จันทร์ชะมด ซึ่งจะช่วยปกป้องคุ้มครองตามลักษณะไม้แต่ละชนิด นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คงจะงงกับสิ่งที่เห็น แต่สำหรับชาวไทยแล้ว คงเป็นสิ่งที่ชาวไทย คุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี ไม่่ว่าจะเป็นความเชื่อจากสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ถ้าเราตั้งจิตที่ดี และพึ่งปฎิบัติแต่สิ่งดี ๆ แล้ว คิดว่าผลที่ดี คงเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี


วัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อยู่ที่ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 4

วัดใหญ่สุวรรณาราม อยู่ที่ถนนพงษ์สุริยา ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 1 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ โดยพระสุวรรณมุนี หรือสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) ได้มีการบูรณะทั้งอาราม นับเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และสำคัญ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการบูรณะในสมัยพระครูมหาวิหาราภิรักษ์ (พุก) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งพระพุทธรัชกาลเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงชมเชยไว้ในพระราชหัตถเลขาไว้มาก

ปัจจุบันวัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเพชรบุรี โดยถือเป็นวัดที่มีความยิ่งใหญ่และอลังการทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี ตลอดถึงฝีมือสกุลช่างหลายแขนง ฝากผลงานไว้ในโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังภายพระอุโบสถและศาลาการเปรียญ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ซึ่งควรค่าแก่การศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ และทัศนศึกษาวัดหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ตลาดน้ำวัดอินทาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

วัดอินทาราม เป็นวัดเก่าแก่ ดูได้จากโบสถ์โบราณที่ผ่านกาลเวลามาเกินร้อยปี สิ่งวิเศษของวัดนี้คือพระประธานในโบสถ์อายุกว่า 300 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผมมาที่นี่แล้วอิ่มเอมใจ เริ่มจากเดินลงไปกราบพระพุทธรูปโบราณอันน่าสักการะ จากนั้นออกมาเดินชมความงามของโบสถ์ที่เก่าและคลาสสิคมากสำหรับคนชอบของเก่าๆ อย่างผม ที่กรุงเทพฯ ก็มีวัดอินทาราม อยู่ตรงบางขุนพรหมหน้าแบงค์ชาติ มีหลวงพ่อโตองค์ยักษ์สูงเท่าตึกยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ ที่นี่นั้นพระประธานที่ว่าอายุกว่า 300 ปี ก็นามว่าหลวงพ่อโตเช่นกัน

เดินผ่านลานซีเมนต์มาจะพบเจอซุ้มขายของที่ชาวสวนที่อยู่บ้าน แถวนี้นำมาขาย มีส้มโอ ขนมหวาน ผลไม้และอื่นๆ ในราคาที่ประหยัด งดงาม และน่าซื้อหา ผมติดใจที่นี่ที่สุดก็คงเป็นเรื่องอาหาร มาครั้งแรก สั่งก๋วยเส้นใหญ่และข้าวขาหมูของลุงป้าสองผัวเมียอายุมากที่ขายอยู่ใกล้สะพาน ลุงป้าสองท่านนี้น้ำใจใสซื่อและกิริยาน่ารัก มีไมตรีนัก ทำอาหารให้ทานแนวบ้านๆ ชอบจัง มาครั้งที่สองก็ไปนั่งบนศาลาริมน้ำที่คล้ายๆ โป๊ะ คราวนี้สั่งหอยทอดจากในเรือมากิน ตามด้วยกวยจั๊บ รสชาติหอยทอดนั้นสุดยอดไปเลย บรรยากาศแถวนี้สงบร่มรื่น มองไปฝั่งตรงข้ามคลองก็มีต้นมะพร้าวและต้นไม้อื่นขึ้นอยู่เต็มแซมบ้านเรือนผู้คน ถ้ามาถูกจังหวะอาจได้ดูการแสดงนาฏศิลป์ของเด็กนักเรียนด้วย

มาที่นี่แล้วหลงรักอย่างบอกไม่ถูก ได้อยู่กับชาวบ้านแท้ๆ ผู้ซึ่งไม่ไยดีกับโลกมากนัก บรรยากาศแถวนี้เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง มันเก่าๆ บ้านเรือนแบบเก่าๆ เดิมๆ ลำคลองสะอาด ผู้คนไม่วุ่นวายมาก วัดเก่าๆ มันเหมือนเรามาในโลกใบเก่าที่รอบกายเรางดงามไปหมด ปกติคนภายนอกจะไม่รู้จักที่นี่ ยกเว้นคนที่เหมาเรือจากอัมพวามาเที่ยวในลำคลองและสวนลิ้นจี่ ผมรู้จักที่นี่ด้วยความบังเอิญ คือขับรถจากอำเภอวัดเพลง จะเข้าอัมพวา แทนที่จะวิ่งทางสายหลัก ผมก็ขับรถผ่านสวน ซื่งถือว่าเป็นทางลัด จนผ่านป้ายแนะนำตลาดน้ำวัดอินทาราม แล้วก็คลำถามทางชาวบ้านมาเรื่อยจนเจอวัด เมื่อเจอแล้วก็ได้พบสิ่งที่งดงามพิสดารอย่างเหลือเกิน ขากลับก็ยังไม่อยากกลับเส้นที่รถวิ่งกันทั่วไป จึงขับรถข้ามสะพานหน้าวัดผ่านสวนลิ้นจี่ไปจนถึงสามแยกใกล้วัดบางกุ้ง แล้วค่อยเลี้ยวขวาไปอัมพวา

คนส่วนใหญ่คิดว่าจะใช้ชีวิตให้ตื่นเต้นท้าทาย ต้องแบกเป้เที่ยวเมืองนอกแบบลุยเดี่ยวเท่านั้น ผมว่ามันไม่ใช่ จะขี่มอเตอร์ไซต์ รถยนต์ ขับเรือ Yacht หรือขับเครื่องบิน ขอเพียงเรามีใจที่ชอบความท้าทาย อยากลองเส้นทางใหม่ๆ อยากรู้จักสิ่งแปลกๆ อยากไปในที่ที่ไม่ค่อยมีคนไป คุณก็สามารถใช้ชีวิตแนวผจญภัยแบบนี้ได้เช่นกัน ซึ่งผมว่ามันให้ผลตอบแทนที่สูงพอสมควร.

วัดบางแคน้อย อุโบสถไม้สักแกะสลักแห่งเดียวในเมืองไทย

ชีวิตประจำวันในเมืองหลวงใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร บางครั้งบางคราวก็อาจจะวุ่นวายสับสนมากเกินไป พอได้มีเวลาว่างหรือมีวันหยุดบ้าง ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เชื่อว่าเกือบจะทุกคนคงอยากจะหลบมุมไปหาสถานที่สงบๆ และเรียบง่ายให้ตัวเองได้ผ่อนคลายบ้าง การเข้าวัดวาเพื่อทำบุญทำทานบ้างก็คงจะช่วยให้จิตใจสงบได้ไม่น้อย ครั้งนี้เราจึงขออาสาพาทุกคนไปเที่ยวที่ “วัดบางแคน้อย” บางทีการได้มาไหว้พระขอพร อาจทำให้เราได้หยุดมองตัวเองบ้าง สติสตังจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว ดังคำพระที่ว่า “สติมา ปัญญาเกิด”

เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี ก็มาถึงวัดบางแคน้อย ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดบางกุ้งมากนัก หรือจะว่าไปแล้วก็คงต้องบอกว่าอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับตลาดน้ำอัมพวา อุทยาน ร. 2และค่ายบางกุ้ง ก็คงไม่ผิด ถ้าใครมีเวลาว่าง 1 วัน จะค่อยๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ก็คงจะเที่ยวได้ทั่วพอดี แต่ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับวัดบางแคน้อยแห่งนี้กันก่อนดีกว่า วัดบางแคน้อยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2441 โดยคุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้าง วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองเป็นที่สะดวกแก่การสัญจรไปมาในอดีต เดิมอุโบสถของวัดสร้างอยู่บนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ริมแม่น้ำ ต่อมาได้มีการบูรณะอุโบสถขึ้นใหม่อีกหลายครั้ง จนครั้งล่าสุด โดยพระครูสมุทรนันทคุณ (หลวงพ่อแพร) ได้มีการสร้างอุโบสถหลังปัจจุบันขึ้น ซึ่งปัจจุบันวัดบางแคน้อยได้รับการบูรณะอย่างดี มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย

วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร

วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร ตั้งอยู่ริมคลองดำเนินสะดวก อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร มีหลวงพ่อโตวัดหลักสี่เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยอู่ทองเนื้อหินทรายแดงฉาบปูน ปางมารวิชัย มีพระพักตร์เอิบอิ่มยิ้มละไมหน้าตักกว้าง 81 นิ้ว สูง 99 นิ้ว (เป็นที่อัศจรรย์ถึงสัดส่วนของหลวงพ่อโตที่ช่างสมัยโบราณได้กำหนดไว้ล้วนเป็นเลขมงคลทั้งสิ้น เช่น ขนาดความกว้างของหน้าตักเมื่อนำตัวเลขมารวมกันจะได้ 9 ส่วนสูงรวมกันได้ 9 อีก เมื่อนำส่วนกว้างรวมกับส่วนสูงก็ได้ 9 ซึ่งเลข 9 คนทั่วโลกถือว่าเป็นเลขสุดยอดของเลขมงคล) หลวงพ่อแฟง เจ้าอาวาสวัดดอนมโนรา ต.ขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อมเกจิชื่อดังในสมัยนั้น ได้เดินทางไปพบที่วัดร้างแห่งหนึ่งบริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อตรวจด้วยทางในแล้ว พบว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากจึงทำพิธีอัญเชิญมาประดิษฐานยังวัดดอนมโนรา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2470 หลวงพ่อแฟงได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณดังกล่าวมาประดิษฐานในวิหารหลังคามุงจากหน้าวัดหลักสี่บริเวณริมคลองดำเนินสะดวก ชาวบ้านคงเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรก และองค์โตที่สุดในลุ่มน้ำคลองดำเนินสะดวก จึงพากันขนานนามว่าหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ ตั้งแต่นั้นมา

เป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นถึงปาฏิหาริย์ หลวงพ่อโตในวิหารมุงจากไม่หยุดหย่อน เคยมีชาวบ้านหลายรายอ้างว่ามองผ่านทุ่งนา เห็นดวงไฟลูกใหญ่พุ่งจากวิหารขึ้นสู่ท้องฟ้าหลายครั้ง ต่างเชื่อกันว่าหลวงพ่อโตสำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ในสมัยก่อนพ่อค้าแม่ค้าแม่ค้าล่องเรือบรรทุกผักผลไม้เต็มลำเรือผ่านหน้าวิหาร ก็ไม่ลืมที่จะพนมมือเหนือหัวขอพรให้ขายของดีๆ แล้วตักน้ำคลองบริเวณหน้าวิหารไปทำน้ำมนต์พรมไปบนสินค้าในเรือ พืชผักในเรือก็ขายดีอย่างเหลือเชื่อมีเท่าไหร่ก็ขายหมด พอขากลับก็ไม่ลืมที่จะซื้อ ผลไม้ พวงมาลัยมาถวายและที่ขาดไม่ได้คือประทัดจุดกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วคุ้งน้ำ ในตอนกลางคืนก็ถึงคิวคอหวยนักเสี่ยงโชค แห่มาขอโชคขอลาภ ทั้งเขย่าเซียมซีขอเลขเด็ดหรือกราบไหว้ขอให้ถูกหวยรวยทรัพย์ ในสมัยก่อนมีทั้งหวย ก ข หวยจับยี่กี เป็นที่นิยมกันมาก เล่าขานกันว่าร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันจำนวนมาก จากนั้นทั้งผลไม้ ขนม นมเนย ไข่ต้ม พวงมาลัยว่าวจุฬา จุดประทัดมาถวายกันไม่เว้นแต่ละวัน ปาฏิหาริย์และความศักดิ์ของหลวงหลวงพ่อโตแผ่ไพศาลไปหลายจังหวัด ทุกวันจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมากราบไหว้ขอพรและปิดทองจนองค์หลวงพ่อหนานุ่มเป็นสีทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์โดยเฉพาะงานปิดทองประจำปีที่กำหนดจัดขึ้น แรม 3 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี จะมีพิธีแห่หลวงพ่อโตในคลองดำเดินสะดวกมีเรือจากชาวบ้านนับพันลำมาร่วมในขบวนแห่ด้วย วัดหลักสี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวคลองดำเนิน ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดสมุทรสาคร ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวที่อำเภอบ้านแพ้ว ถ้าไม่ได้แวะนมัสการหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ คนที่นั่นถือว่าไปไม่ถึงบ้านแพ้ว

วัดโกรกกราก

วัดนี้มีความพิเศษอยู่ที่ พระพุทธรูปสวมแว่นดำ หลายคนสงสัยกันลสิว่าทำไมต้องแว่นดำ เรามีคำตอบมาฝาก…เนื่องจากครั้งหนึ่งได้เกิดโรคตาแดงระบาดไปทั่วบ้านโกรกกราก การแพทย์ยังไม่เจริญ รักษากันตามมีตามเกิดแต่ก็ไม่หาย ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาองค์พระศิลาแลงกันมานาน จึงได้พากันมาบนบานศาลกล่าว ถ้าตาหายเจ็บหายแดง จะนำแผ่นทองมาปิดที่ดวงตาขององค์พระศิลาแลง ผล ปรากฏว่าตาหายแดงกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงได้นำแผ่นทองมาปิดที่ตาขององค์พระศิลาแลงเต็มไปหมด ครั้นพระครูธรรมสาคร ญาณวฒโน หรือ หลวงปู่กรับ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส มาพบเห็นเข้าจึงหาอุบายเพื่อที่จะไม่ให้ญาติโยมปิดทองที่ดวงตาองค์พระศิลาแลง จึงได้นำแว่นตามาใส่ให้กับองค์พระศิลาแลง หลังจากองค์พระศิลาแลงใส่แว่นตาแล้ว ชาวบ้านโกรกกรากและใกล้เคียง จึงได้นำแว่นตามาถวายแทนการปิดทองที่ดวงตา จนถือปฏิบัติเป็นประเพณีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และได้ขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อปู่” วัดนี้ถือเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกหนึ่งที่ในจังหวัด


วัดโกรกกราก ตั้งอยู่ที่ตำบลโกรกกราก ฝั่งมหาชัย อำเภอเมือง เป็นวัดเก่าแก่ ริมแม่น้ำท่าจีน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สิ่งก่อสร้างประกอบด้วย พระอุโบสถไม้ เจดีย์ราย 2 องค์ สิ่งที่น่าแปลกของวัดนี้คือ พระประธานในโบสถ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัย และรูปเหมือนหลวงปู่กรับ หรือพระครูธรรมสาคร อดีตเจ้าอาวาสวัดโกรกกราก ล้วนแต่ใส่แว่นตาดำ กล่าวกันว่าเคยมีผู้มาบนบานศาลกล่าวให้อาการบาดเจ็บที่ดวงตา หายขาด แล้วจึงถวายแว่นดำเป็นการแก้บน ผู้คนจึงนิยมถวายแว่นตาดำสวมไว้ตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 3242 เลยโรงพยาบาลสมุทรสาครประมาณ 500 เมตร เลี้ยวขวาตรงสามแยกเข้าถนนกิจมณี (ทางหลวงหมายเลข 3243) ตรงไปข้ามทางรถไฟและสะพานข้ามคลองมหาชัย ลงสะพานแล้วเลี้ยวขวา ผ่านโค้งวัดตึกมหาชยาราม ตรงไปอีกราว 2.5 กิโลเมตร มีบริการถสองแถวสายมหาชัย-บ้านโกรกกราก ที่คิวรถถนนราษฎร์บรรจบ

ความเป็นมาเกี่ยวกับพระประธานของวัด
หลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก เป็นพระเนื้อศิลาแลง อายุมากกว่า 100 ปี พระประธานของวัดโกรกกราก มีความแปลกและน่าสนใจที่พระพุทธรูปที่วัดนี้สวมแว่นตาดำไว้ตลอด เดิมทีหลวงพ่อปู่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องสะเดา ซึ่งเป็นวัดร้างเก่าแก่ ริมแม่น้ำท่าจีน ห่างจากวัดโกรกกราก ไม่กี่กิโลเมตร ชาวรามัญบ้านกำพร้า จึงอัญเชิญลงเรือพร้อมพระเนื้อสำริดอีกองค์ ล่องมาตามแม่น้ำเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดอื่น ระหว่างล่องเรือเกิดพายุ ฝนตกหนัก จึงจอดเรืออุ้มพระศิลาแลง มาหลบฝนบนฝั่งหน้าวัดโกรกกราก เพื่อไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะ พอลมฝนสงบ จะอุ้มลงเรือ แต่อุ้มไม่ขึ้น ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หนึ่งในชาวบ้านจึงตั้งจิตอธิฐานว่า หากพระศิลาแลงต้องการจะอยู่ที่วัดโกรกกราก ก็ขอให้อุ้มพระขึ้น

สุดท้ายสามารถอุ้มขึ้นได้ จึงอัญเชิญมาไว้ที่วัดโกรกกรากนับแต่บัดนั้น และเรียกกันว่าหลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก ส่วนที่ใส่แว่นตาดำไว้ตลอด เพราะ สมัยหนึ่งเกิดมีโรคตาแดงระบาดไปทั่วตำบลโกรกกราก รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ชาวบ้านจึงมาบนบานกราบไหว้หลวงพ่อปู่ ว่าหายจากโรคตาแดง จะนำแว่นตาดำมาถวาย จากนั้นไม่นานชาวบ้านก็หายจากโรค จึงได้นำแว่นมาถวายและสวมไว้ตลอดจนถึงทุกวันนี้

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า มีพระภิกษุไทยคณะหนึ่ง เดินทางไปยังลังกาทวีป เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท พระสงฆ์ลังกากล่าวว่า ประเทศไทยก็มีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้วที่เขาสุวรรณบรรพต จึงได้นำความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ และได้สืบหาจนพบรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นที่สักการบูชา เป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ พระพุทธบาทสระบุรีเป็นพระอารามหลวง ที่พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงทำนุบำรุงและเสด็จไปนมัสการตลอดมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ภายในมี ปูชนียสถานที่สำคัญคือ “รอยพระพุทธบาท” ที่ประทับไว้บนแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี รอยพระบาทมีความ กว้าง 21 นิ้ว ยาว 5 ฟุต ลึก 11 นิ้ว ไว้ให้ประชาชนได้สักการะ กราบไหว้ และนอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธบาท ( วิหารหลวง ) ซึ่งเป็นเก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่ามากมาย โดยวิหารหลวงจะเปิดให้ชมเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท และอีกหนึ่งความพิเศษทุกๆ วันเข้าพรรษาจะมีการตักบาตรดอกไม้หนึ่งเดียวในโลกอีกด้วย

วัดขุนอินทประมูล

พระนอนวัดขุนอินทประมูล หรือ พระศรีเมืองทอง ประดิษฐานอยู่ ณ วัดขุนอินทประมูล ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อยู่ห่างจากตัวเมืองอ่างทองประมาณ 7 กิโลเมตร องค์พระยาว 1 เส้น 5 วา หรือ 50 เมตร ซึ่งนับเป็นพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์ที่ยาวเป็นอันดับที่สอง รองจากพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือ พระนอนที่วัดบางพลีใหญ่กลาง จ. สมุทรปราการ สมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร ซึ่งยาว 53 เมตร ส่วนพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี ยาว 47 เมตร

จากตำนานกล่าวว่า ขุนอินทประมูล ได้ยักยอกเงินหลวงมาสร้าง ครั้งถูกสอบถามว่าเอาเงินจากใหนมาสร้างพระ ขุนอินทประมูลก็ไม่ยอมบอกความจริง จึงถูกลงโทษจนตาย คงมีความชื่อที่ว่า ถ้าบอกแหล่งที่มาของเงินแล้ว ตนจะไม่ได้กุศลตามที่ปรารถนา

จากการสันนิษฐานมีความเห็นว่าได้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพักตรหันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก เมื่อมองตลอดทั้งองค์มีความสง่างามมาก พระพักตรงดงามได้สัดส่วน แสดงออกถึงความมีเมตตา

ปัจจุบัน องค์พระนอนอยู่กลางแจ้งไม่มีวิหารคลุมเช่นพระนอนองค์อื่น เนื่องจากวิหารเดิมคงหักพังไปนานแล้ว ดังจะเห็นได้จาก เสาพระวิหารที่ยังปรากฏอยู่รอบองค์พระนอน รอบ ๆ องค์พระมีต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้นขึ้นอยู่โดยรอบ ทำให้มีความสงบร่มเย็น เหมาะแก่การไปนมัสการให้เกิดความสุข สงบ ตามธรรมชาติ ซึ่งแปลกออกไปจากบรรยากาศในพระวิหาร

ไม่พบว่ามีการนมัสการประจำปี อาจจะเนื่องจากอยู่ที่วัดร้างกลางทุ่งนา ห่างไกลจากชุมชนมาก

พระพุทรูปปางไสยาสน์ที่มีความยาว 50 เมตรองค์นี้ ถือว่าเป็นพระนอนที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ที่วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง รอบๆองค์พระจะเห็นโครงสร้างของเสาพระวิหารที่แม้จะหักพังไปนาน แต่บรรยากาศโดยรอบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นล้อมรอบ ทำให้รู้สึกไม่ร้อนเกินไปนัก เหมาะแก่การพาครอบครัวไปนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคล ดังคำกล่าวที่ว่า “ไหว้พระนอนยาวแล้วชีวิตจะยืนยาว”

วัดเกริ่นกฐิน : Wat Krend Kratin

 

เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดลพบุรี อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีความสวยงาม กว้างขวาง และถึงวัดแห่งนี้จะไม่ได้ตั้งอยู่ในตัวเมือง แต่ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศานิกชนที่หลั่งใหลสู่วัดเกริ่นกฐินนั้นต่างก็มาด้วยความศรัทธาในหลวงพ่อเพี้ยนละเข้าไปกราบหลวงพ่อซึ่งทุกครั้งที่ประชาชนเข้าไปหลวงพ่อท่านจะนั้งอยู่ภายในศาลาคอยประพรมน้ำมนต์ให้แก่พุทธศาสนิกชน จึงทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อนั้นเลื่องลือไปไกลและมีศิษย์ยานุศิษย์มากมายทั่วสารทิศ

ประวัติ

วัดเกริ่นกฐิน เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบ้านเกริ่นกฐิน ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าสร้างในปีพ.ศ.ใด แต่ชาวบ้านรู้ว่าวัดแห่งนี้มีคู่กับหมู่บ้านแห่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว มีเพียงแต่พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันเป็นที่พำนักของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดลพบุรี ในคราวที่หลวงพ่อเพี้ยน อัคคธัมโม ท่านซึ่งเป็นพระที่จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดได้ร่วมกับชาวบ้านพร้อมใจกันขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อปาน เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระภิกษุชราชาวเขมร ที่เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อเพี้ยนนั่นเอง เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้วตอนที่หลวงพ่อเพี้ยนท่านเป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆอยู่นั้นวัดแห่งนี้นั้นมีเพียงศาลาเรือนไทยหลังเก่าๆอยู่หลังเดียวเท่านั้น และมีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก