Category: บุคคลสำคัญของโลก

ประวัติบุคคลสำคัญของโลก

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ถ้าพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้นำเผด็จการอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาได้เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่เมืองเบรานา ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายอาลัวส์ อิตเลอร์ และนางคลารา ฮิตเลอร์ เขาเป็นคนเรียนเก่ง รักศิลปะ พออายุ 6 ขวบ ครอบครัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ย้ายไปที่เมืองเลออนดิง เมื่อในปี ค.ศ.1894 เขามีปัญหากับพ่อและครูอย่างต่อเนื่อง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เริ่มหลงไหลลัทธิชาตินิยมในเยอรมันเมื่อเขาได้ค้นพบภาพสงครามฝรั่งเศส – ปรัสเซียนั่นของพ่อ จากการดูภาพนั้นจึงทำให้เขาเป็นคนที่บ้าสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ 1903 เขาได้ทะเลาะกับพ่อเรื่องการเรียนทำให้หนีไปอยู่กับป้าที่กรุงเวียนนา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ลาออกจากโรงเรียนและได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรวาดรูป เมื่ออายุครบ 20 ปี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เข้าไปเป็นทหารอาสาในกองทัพของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่1 หลังจากสงครามเขาเริ่มจึงเป็นที่รู้จักและนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และเขาได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีในวัย 32 ปีและต่อต้านชาวยิว ในปีค.ศ1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เริ่มก่อการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จจึงถูกจำคุกในที่สุด 1 ปีต่อมาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดและได้เริ่มการเมืองต่อเพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ. 1939 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร เยอรมันได้ยึดครองยุโรปได้เกือบทั้งทวีป อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ใช้นโยบายด้านเชื้อชาติทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ตายได้ 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน จากนั้นเขาจึงได้รับการยกให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลแห่งปี จากนิตยสารไทม์

Continue Reading →

ประวัติบุคคลสำคัญของโลก

บารัค โอบามา Barack Obama Barack Obama มีชื่อเต็มว่า Barack Hussein Obama เขาเกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2504 ในรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีบิดาเป็นชาวเคนยา มารดาเป็นชาวอเมริกัน บารัค โอบามาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากนั้นเขาได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จนจบในปี 2534 เขาเริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นทนายความ ด้านสิทธิมนุษยชน เขาได้สอนกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญ ในมหาวิทยาลัยกฎหมายของเมืองชิคาโก ในฐานะของสมาชิกสภาคองเกรส นอกจากนี้บารัคก็ยังมีผลงานมากมาย ทั้งร่างกฎหมายต่างๆ รวมถึงการได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ ในปี พ.ศ.2539 ในปี 2547 บารัค โอบามาได้แถลงคำปราศรัยต่อที่ประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรก เขาได้ตั้งคำถามต่อประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างอิรัก พร้อมทั้งได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับพันธะผูกพันต่อทหารอเมริกันที่ออกไปทำการรบในต่างประเทศด้วย และที่สำคัญที่ทำให้บารัค โอบามา เป็นที่จับจ้องของทุกคนก็คือ เขาได้กล่าวถึงแง่มุมของการเลือกตั้งที่ดูจะไม่ยุติธรรม และตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามัคคีในความแตกต่างของชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่า ”ที่นี่ไม่มีอเมริกาสายกลาง และอเมริกาสายอนุรักษ์ มีแต่เพียงอเมริกาที่เป็นสหพันธรัฐของทุกคน” หลังจากที่เขาพูดประโยคเด็ดนี้ออกไป สำนักข่าวในสหรัฐอเมริกาต่างก็ได้นำคำพูดดังกล่าวออกมาตั้งประเด็นขึ้นมากมาย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้บารัค โอบามากลายเป็นนักการเมืองสำคัญของอเมริกาไปเพียงชั่วพริบตา การหาเสียงที่ชนะใจชาวอเมริกันกว่าครึ่งประเทศของบารัค โอบามา หลักจากที่หลายๆ คนได้รู้จักนักการเมืองคนนี้ไปบ้างแล้ว เมื่อครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2551 บารัคก็ได้เข้ารับการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเขามีนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความตรงตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยเขาเลือกที่จะหาเสียงผ่านสื่อทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งภาพที่ติดตาของทุกคน คือภาพใบหน้าของบารัค โอบามา พร้อมข้อความที่เขียนด้านล่างว่า HOPE ซึ่งหมายถึงความหวังของคนสหรัฐฯ ที่อยากเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ในขณะนั้นคู่แข่งของบารัค โอบามาคือนางฮิลลารีน่า ซึ่งหลายคนต่างก็เชื่อว่าเธอจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้…

Continue Reading →

เซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Sir Tim Berners-Lee)

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่ค้นพบการติดต่อสื่อสารและแชร์ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโลกไซเบอร์ โดยระบบ Hyper Text Transfer Protocol หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “HTTP” และเขานี่แหละที่เป็นผู้เปิดประตูให้คนทั่วโลกได้ทำความรู้จักกับโลกไซเบอร์มาจนถึงทุกวันนี้  

Continue Reading →

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)

นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ผลิตและคิดค้นระเบิดไดนาไมท์ขึ้นมา ซึ่งแม้ผลงานของเขาจะนำชื่อเสียงและเงินทองมาสู่ชีวิตของเขาอย่างมากมาย แต่สิ่งที่เขาได้มานั้นต้องแลกกับชีวิตของผู้คนนับพัน และเหตุนี้เองที่ทำให้อัลเฟรด โนเบลตัดสินใจตั้งรางวัลโนเบลขึ้นมาในปี ค.ศ. 1895 เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่ทำผลงานสร้างสรรค์ให้กับโลก โดยแบ่งออกตามสาขาต่าง ๆ ดังนี้ สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาการแพทย์ สาขาวรรณคดี และด้านสันติภาพ

Continue Reading →

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (เยอรมัน: Albert Einstein, อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์; 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 – 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก”การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี” หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ให้เป็นเครื่องหมายการค้า   ตัวไอน์สไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ผลงานของไอน์สไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่ง: *ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า *ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตามหลักแห่งความสมมูล *วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล *ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง *ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง *อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว *ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล *ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง *ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง *พลังงานที่จุดศูนย์ *อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์ *EPR paradox *ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น “บุรุษแห่งศตวรรษ” ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเอ่ยถึงเขาว่า “สำหรับความหมายในทางวิทยาศาสตร์ และต่อมาเป็นความหมายต่อสาธารณะ ไอน์สไตน์ มีความหมายเดียวกันกับ อัจฉริยะ”

Continue Reading →

เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela)

เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา (คอซา: Nelson Rolihlahla Mandela, [xoˈliɬaɬa manˈdeːla]) เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ที่ดินแดนปกครองตนเองทรานสไก ประเทศแอฟริกาใต้ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการทางประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง ก่อนหน้าการดำรงตำแหน่งนี้นี้ เขาได้เป็นที่รู้จักกันทั้งในและนอกประเทศในฐานะที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยงเพื่อต่อต้านการถือผิวในประเทศแอฟริกาใต้ จากที่แรกเริ่มเป็นผู้เคลื่อนไหวในทางสันติ ได้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อต้านใต้ดินโดยใช้อาวุธ เช่น การก่อวินาศกรรม ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้นำต่างชาติที่นิยมการถือผิวในประเทศแอฟริกาใต้ เช่น มาร์กาเรต แทตเชอร์ และโรนัลด์ เรแกน ได้ประณามกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการก่อการร้าย   เขาถูกจำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 27 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการถูกคุมขังในห้องขังเล็ก ๆ บนเกาะโรบเบิน การถูกคุมขังนี้ได้กลายมาเป็นกรณีตัวอย่างของความอยุติธรรมของนโยบายการถือผิวที่ถูกกล่าวถึงไปทั่ว เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2533 นโยบายประสานไมตรีที่เนลสันได้นำมาใช้ทำให้แอฟริกาใต้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งประชาธิปไตย เป็นที่ยกย่องอย่างสูงภายในประเทศแอฟริกาใต้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ชาวแอฟริกันขนานนามสมาชิกชายอาวุโสของตระกูลแมนเดลาอย่างให้เกียรติว่า มาดิบา แต่มักเจาะจงหมายถึงเนลสัน แมนเดลาเท่านั้น เนลสัน แมนเดลา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่บ้านของเขาในโจฮันเนสเบิร์ก หลังจากเจ็บป่วยมาเป็นเวลานาน เขาได้รับรางวัลต่าง ๆ มากกว่า 250 รางวัลตลอดช่วงเวลา 4 ทศวรรษ รางวัลที่สำคัญที่สุดคือ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี พ.ศ. 2536

Continue Reading →

Jane Goodall กับ 50 ปีของการศึกษาชิมแปนซี

Valerie Jane Morris–Goodall เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1934 ที่เมือง Bournemouth ประเทศอังกฤษในครอบครัวของชนชั้นกลาง บิดามีอาชีพเป็นนักขับรถแข่ง เมื่อเข้ารับราชการทหารจึงทำให้ถูกส่งออกนอกประเทศบ่อยจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวจึงต้องหย่าจากภรรยา ในวัยเด็ก Jane ใฝ่ฝันจะเป็นคนที่สามารถสนทนากับสัตว์ได้เหมือน Dr. Doolittle เมื่อครอบครัวขาดการเลี้ยงดูจากบิดา Jane ก็ไม่สามารถเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้จึงต้องไปสมัครเรียนวิชาเลขานุการ เมื่ออายุ 21 ปี เพื่อนได้ชวน Jane ไปเที่ยว Kenya ในอาฟริกา Jane จึงพยายามเก็บรวบรวมเงินจนสามารถเดินทางไปได้ในอีก 2 ปีต่อมา ขณะอยู่ที่นั่น Jane ได้พบกับนักมานุษยวิทยาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังชื่อ Louis Leakey ซึ่งรู้สึกประทับใจในความเฉลียวฉลาดและความจริงจังของ Jane มาก การมีอายุที่แตกต่างกันมากทำให้ Leakey รู้สึกเอ็นดู Jane เหมือนหลานและได้แนะนำ Jane ให้ศึกษาลิงชิมแปนซีซึ่งอาศัยอยู่ในป่าสงวนชื่อ Gombe Stream National Park ใกล้ทะเลสาบ Tanganyika เพราะ Leakey ตระหนักว่ายังไม่มีใครในโลกศึกษาธรรมชาติของลิงชนิดนี้อย่างจริงจังเลย เมื่อกลับถึงอังกฤษ Jane จึงได้เข้าเรียนวิชาวานรวิทยา (primatology) กับ John Napier เพื่อเตรียมตัวไปศึกษาลิงที่ Kenya ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1960 Jane Goodall วัย 26 ปีเดินทางไป Kenya แต่เจ้าหน้าที่ป่าสงวนไม่อนุญาตให้ผู้หญิงผิวขาวเข้าทำงานในป่าเพียงคนเดียวโดยไร้คนคุ้มครอง ดังนั้น Vanne ผู้เป็นมารดาของ Jane จึงอาสาเดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ Jane ได้นำกล้องส่องทางไกล สมุดบันทึก และกล้องถ่ายรูปติดตัวไปด้วยในการสำรวจภาคสนามครั้งนั้น ถึงจะมีอุปกรณ์ดีพอควรแต่ตลอดเวลา 4 เดือนในป่าสงวน Jane Goodall ไม่เห็นลิงชิมแปนซีแม้แต่ตัวเดียว การเข้าสังคม เมื่อถึงเดือนตุลาคมนักสัตววิทยาชื่อ George Schaller และภรรยาได้มาเยี่ยมเยือน Goodall ที่ป่าสงวน Gombe Stream ตัว Schaller ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษากอริลลาภูเขาได้บอก Goodall ว่าถ้า Goodall เห็นชิมแปนซีกินเนื้อและแบ่งอาหารกันกิน รวมถึงรู้จักใช้อุปกรณ์ด้วยนี่จะเป็นการค้นพบทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ เพราะในสมัยนั้นนักชีววิทยาทุกคนเชื่อว่าคนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวเท่านั้นที่รู้จักใช้อุปกรณ์ และชิมแปนซีไม่กินเนื้อสัตว์ หลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ Goodall ก็ได้เห็นชิมแปนซีกินผลไม้ ใบไม้ เนื้อสัตว์ และแบ่งเนื้อกินกัน อีกทั้งได้เห็นลิงใช้ใบหญ้าแหย่รังปลวกเพื่อให้ปลวกวิ่งออกมาให้มันจับกิน และข้อสังเกตต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรม Goodall จึงบันทึกภาพและข้อสังเกตต่าง ๆ จากนั้นได้รายงานสิ่งที่เห็นนี้ให้ Leakey ทราบทางจดหมาย และ Leakey ก็ได้ส่งโทรเลขตอบกลับมาว่า นับแต่นี้ไปนักชีววิทยาต้องให้คำจำกัดความของคำว่า “มนุษย์” และ “อุปกรณ์” ใหม่หมด หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าชิมแปนซีเป็นมนุษย์เช่นกัน การค้นพบของ Goodall ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับโลกวิทยาการด้านชีววิทยามากจน National Geographic Society ได้ประกาศให้ทุนสนับสนุนการวิจัยของ Goodall ซึ่งได้รายงานการสังเกตเห็นพฤติกรรมของชิมแปนซีเพิ่มเติมว่า สัตว์ชนิดนี้รู้จักเต้นกลางฝนเวลาดีใจที่ฝนตก มีโครงสร้างสมองและระบบภูมิคุ้มกันเหมือนคน และมี DNA ที่ไม่แตกต่างจากคนเกิน 1.5% Goodall ได้ทำงานต่อที่ป่า Gombe อย่างมีความสุขจนรู้สึกเสมือนว่าที่นั่นคือบ้านที่แท้จริงของเธอ เมื่ออายุ 30 ปี Goodall ได้สมรสกับ Hugo van Lawick ผู้เป็นช่างภาพ คนทั้งสองร่วมกันศึกษาชีวิตสัตว์ป่าที่ป่าสงวน Serengeti และมีลูกชาย 1 คน แต่อีก 8 ปีต่อมาทั้งสองก็ได้หย่ากัน เพราะ Goodall ตกหลุมรักกับ Derek Bryceson ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี Julius Nyerere แห่ง Tanzania และได้เข้าพิธีสมรสกันในปี 1975 และ Bryceson ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในอีก 5 ปีต่อมา Goodall จึงเป็นแม่ม่ายลูกติดที่ต้องทำงานวิจัยต่อที่ป่า Gombe ความจริงโลกมีนักสัตววิทยาหลายคนที่ได้เคยศึกษาลิงชิมแปนซีก่อน Goodall เช่น Wolfgang Kohler, Robert Yerkes และ Adrian Kortlandt เป็นต้น แต่บุคคลเหล่านี้ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในป่านาน ๆ กับชิมแปนซีเหมือน Goodall จึงทำให้ไม่ได้ค้นพบว่าคนสามารถใช้ชีวิตในป่าร่วมกับลิงได้ และการใช้ชีวิต “เหมือน” ลิงตัวหนึ่งนี้ได้ทำให้ Goodall เข้าใจวิธีคิดและการกระทำของลิงชิมแปนซีเป็นอย่างดี เช่นรู้ว่ามันมีความรู้สึก มีอารมณ์และมีวัฒนธรรมเหมือนคนมาก ปีนี้เป็นเวลา 50 ปีหลังจากที่ Goodall ได้เริ่มศึกษาชิมแปนซี แต่เธอก็ยังตระหนักว่าเธอยังรู้เกี่ยวกับลิงชิมแปนซีไม่หมด ถึงกระนั้นความเพียรพยายามและความรักที่เธอมีต่อชิมแปนซีก็ได้ทำให้ป่าสงวน Gombe Stream เป็นศูนย์กลางการวิจัยเรื่องลิงชิมแปนซีที่มีเครือข่ายใน 40 ประเทศ และที่ป่าสงวน Gombe นั้นก็มีการจัดตั้งสถาบัน Jane Goodall Institute ขึ้นในปี 1994 เพื่อวิจัยธรรมชาติของลิงชิมแปนซี อนุรักษ์ ดูแลมันและให้การศึกษาแก่เยาวชนในการดูแลป่าสงวน Gombe ร่วมกับสถาบันซึ่งจะฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน และนำรายได้จากนักท่องเที่ยวในป่ามาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านด้วยการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลให้ และให้ความมั่นใจว่าชาวบ้านจะมีอาหารบริโภคอย่างพอเพียง แต่ชาวบ้านต้องให้คำมั่นสัญญาว่าตนจะต้องอนุรักษ์ป่า และพิทักษ์ชีวิตของลิงชิมแปนซีทุกตัว เพราะถ้าลิงไม่มีชีวิตชาวบ้านก็จะไม่มีสวัสดิการ ส่วนรัฐบาล Kenya ก็ได้นำระบบ GIS

Continue Reading →

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)

โนเบลผู้นี้เป็นผู้ที่ก่อตั้งมูลนิธิโนเบล ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในการที่เป็นมูลนิธิที่สนับสนุนและมอบรางวัลให้กับนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีผลงานดีเด่นในสาขาต่าง ๆ อีกทั้งเขายังเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีความรู้ความสามารถผู้หนึ่งโนเบลเป็นผู้ประดิษฐ์ ระเบิดไดนาไมต์ที่มีอานุภาพร้ายแรงนอกจากนี้เขายังประดิษฐ์วัตถุสังเคราะห์อีกหลายชนิด เช่นไหมเทียม หนังเทียม และยางสังเคราะห์   เป็นต้น โนเบลเกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1833 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในครอบครัวที่ร่ำรวย บิดาของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตวัตถุระเบิด และอาวุธ ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St.Petersburg) ประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้กับครอบครัวเขาอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามไครเมีย รัสเซียได้สั่งอาวุธสงครามจากโรงเรียนนี้เป็นจำนวนมาก  และอาวุธที่ถูกสั่งจำนวนมากที่สุดก็คือระเบิด ระเบิดชนิดนี้บิดาของเขาได้สร้างขึ้นจากไนโตรกลีเซอรีนซึ่งระเบิดได้ง่ายมากและก็มีเพียงโรงงานของครอบครัวโนเบลเท่านั้นที่ผลิตระเบิดชนิดนี้ แต่เมื่อเกิดระเบิดขึ้นครั้งใด ไม่ว่าจะในสงครามหรือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ เช่นเรือสินค้าที่บรรทุกไนโตรกลีเซอรีนระเบิด โรงงานไนโตรกลีเซอรีน ในกรุงสตอกโฮล์ม ซิดนีย์ ซานฟรานซิสโก และอีกหลายแห่งระเบิด ผู้คนก็มักจะกล่าวว่าโรงงานของโนเบลเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดระเบิดเสมอ เพราะ โรงงานของเขา  เป็นโรงงานที่ใหญ่ และมีความสำคัญมากที่สุด หลังจากจบการศึกษาแล้วโนเบลได้ศึกษาในวิชาวิศวกรรมเครื่องกลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อจบการศึกษาแล้วโนเบลได้เข้ามาทำงานในโรงงานผลิตอาวุธของบิดาของเขานั่นเอง จากความสำเร็จอย่างมากในการสร้างโรงงานที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กบิดาเขาจึงเกิดความคิดที่จะสร้างโรงงานขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ กรุงสตอกโฮล์ม และเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตโนเบลก็เป็นผู้ที่ได้รับมรดกทั้งหมดของครอบครัว เขาได้บริหารงานโรงงานให้มี ความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกันนี้เขาได้พยายามหาวิธีทำให้ไนโตรกลีเซอรีนระเบิดได้ยากขึ้นโนเบลใช้เวลาในการทดลองค้นคว้าหาวิธีนานหลายปีจนเกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย จนกระทั่งวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1886 โนเบลได้ทำไนโตรกลีเซอรีนหยดลงพื้น เมื่อเป็นเช่นนั้นโนเบลจึงนำดินบริเวณที่ไนโตรกลีเซอรีนหกขึ้นมาแยกธาตุดู ซึ่งนับว่าเป็นผลดีอย่างมากให้กับโนเบล เพราะทำให้โนเบลหาวิธีที่ทำให้ไนโตรกลีเซอรีนระเบิดได้ยากขึ้น โดยการนำไนโตรกลีเซอรีนมาผสมกับดินทราย แม้ว่าไนโตรกลีเซอรีนจะระเบิดได้ยากขึ้น แต่กลับส่งผลให้ระเบิดชนิดนี้มีอานุภาพรุนแรงมากขึ้น โนเบลตั้งชื่อระเบิดชนิดนี้ว่า ไดนาไมต์ ซึ่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรง และใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ แม้ว่าโนเบลจะพบวิธีที่ทำให้ไนโตรกลีเซอรีนระเบิดได้ยากขึ้น แต่เขากลับได้รับความเกลียดชังจากผู้คนรอบข้างเช่นเดิม เพราะไม่มีผู้ใดที่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้เลย ในประเทศอังกฤษสินค้าของโนเบลถูกสั่งห้ามไม่ให้นำเข้าประเทศอย่างเด็ดขาด แม้แต่เจ้าของโรงแรมก็ยังไม่ยอมให้เขาเข้าพัก เนื่องจากเกรงว่าโนเบลจะนำไนโตรกลีเซอรีนติดตัวไปด้วย แต่โนเบลก็ไม่ละความพยายามในการเข้าสังคม เขาได้อธิบายให้รัฐบาลและคนทั่วไปเข้าใจในสิ่งที่เขาทำให้ไนโตรกลีเซอรีนระเบิดได้ยากขึ้น และในที่สุดความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จ คือ รัฐบาลได้อนุญาตให้เข้าสร้างโรงงานในประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศ ได้แก่ โปรตุเกส สเปน ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี ออสเตรีย และฝรั่งเศส เขาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากทางพระเจ้านโปเลียนที่ 3 จากประเทศฝรั่งเศสให้ก่อสร้างโรงงานด้วย ต่อมาโนเบลได้สร้างโรงงานในประเทศอังกฤษ ซึ่งในครั้งแรกทางรัฐบาลได้ห้ามอย่างเด็ดขาด แต่ในที่สุดเขาก็สามารถอธิบายให้รัฐบาลอังกฤษเข้าใจได้โนเบลสร้างโรงงานขึ้นอีกหลายแห่งทั่วโลก ได้แก่ แคนาดา บราซิล และญี่ปุ่น ระเบิดไดนาไมต์เป็นผลงานชิ้นเดียวที่โนเบลสร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพแรงอย่างมาก แต่ระเบิดไดนาไมต์ไม่ได้ทำลายล้างได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ประมาณปี ค.ศ. 1900 มีการขุดคลองปานามาขึ้นมาเพื่อเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอนแลนติก กับมหาสมุทรแปซิฟิก ระเบิดไดนาไมต์ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการนี้ด้วย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี หากจะกล่าวถึงโนเบลแล้ว เรื่องที่ควรจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ มูลนิธิที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นและสาเหตุที่เขาก่อตั้งมูลนิธิขึ้น เนื่องจากคำขอร้องจากเพื่อนของเขาคนหนึ่ง ที่เขาได้รู้จักในระหว่างที่โนเบลได้สร้างโรงงานผลิตอาวุธขึ้นในกรุงปารีส เขาได้ประกาศรับสมัครเลขานุการขึ้นและเบอร์ธา กินสกีหญิงสาวชาวออสเตรียนได้ส่งจดหมายมาสมัครและได้งานนี้ได้ ซึ่งเธอผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมูลนิธิโนเบลขึ้น กินสกีเป็นผู้หญิงที่ทำงานและมีอัธยาศัยดี ทำให้เข้ากับโนเบลได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในขณะนั้น  โนเบลมีอายุมากถึง 43 ปี แล้วก็ตาม ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันดีทั้งในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง และในฐานะเพื่อน ต่อมากินสกีได้ แต่งงานไปกับท่านเคานท์สุตเนอร์ และลาออกจากงาน แต่ทั้งสองก็ยังคบหากันในฐานะเพื่อนและติดต่อกันอยู่ตลอด กินสกีมักจะขอร้องให้โนเบลสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติบ้าง แทนที่จะสร้างอาวุธเพื่อการทำล้างลายแต่เพียงอย่างเดียวกินสกีได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเกี่ยวกับพิษภัยของสงครามและอันตรายจากการสะสมอาวุธสงคราม หนังสือเล่มนี้ของกินสกีมีเพียงโนเบลเท่านั้นที่ได้อ่านและจากการอ้อนวอนของร้องจากเพื่อนที่รักที่สุดของโนเบล เมื่อโนเบลเสียชีวิตในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1896 เขาได้ทำพินัยกรรมมอบเงินจำนวน 31 ล้านโครน ตั้งเป็นมูลนิธิโนเบล โดยมูลนิธินี้จะสนับสนุน และมอบรางวัลให้กับนักวิทยาศาสตร์และบุคคลที่มีผลงานดีเด่นในสาขาต่าง ๆ 5 สาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี  แพทย์ วรรณกรรม และสาขาสันติภาพ ซึ่ง 3 รางวัลเขามอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานดีเด่น สาขาวรรณกรรมนั้นเกิดขึ้นจากนิสัยส่วนตัวของโนเบล ที่เป็นคนรักการอ่านและเขียน โดยเฉพาะในช่วงที่เขาถูกเกลียดชังอย่างมาก เขาได้เขียนพรรณนาความลำบากในชีวิตของเขาลงในหนังสือ ส่วนรางวัลสันติภาพเขาได้ทำตามคำร้องขอของกินสกีเพื่อรักของเขา รางวัลโนเบลถือว่าเป็นรางวัลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดรางวัลหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

Continue Reading →

มาลาลา ยูซาฟไซ

มาลาลา ยูซาฟไซ เธอมีหัวใจที่เข้มแข็งและกล้าหาญ ที่ผ่านมาเธอต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาท่ามกลางความรุนแรงภายในประเทศ จน มาลาลา ได้ถูกมือปืนฏอลิบาน (Taliban) ยิงศรีษะจนเกือบเสียชีวิต แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความหวังที่ว่าจะให้เด็กหญิงทั่วโลกได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยหัวใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวทรงพลังของเธอนั้นเป็นประจักษ์แก่สายตาของคนทั่วโลก และนี่เองทำให้ มาลาลา ยูซาฟไซ ถูกเสนอชื่อเพื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2013 ซึ่งการที่เธอได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ สะท้อนให้เห็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคของสตรี ในเรื่องการศึกษา และเพื่อประชาธิปไตยที่ประชาชนในชาติทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย และอีกเหตุการณ์ที่คนทั่วโลกต่างปรบมือชื่นชมในจิตใจนักสู้ของเธอก็คือ การกล่าวสุนทรพจน์ บนเวทีเวทีสหประชาชาติ ซึ่งบทสุนทรพจน์ที่เธอได้กล่าวนั้นย้ำให้ถึงจุดยืนที่มุ่งมั่นในแนวทางที่จะใช้การศึกษาเป็นอาวุธในการประกาศสงคราม(ปัญญา)เพื่อต่อสู้กับความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายที่เคยหมายมั่นจะเอาชีวิตเธอ “ผู้ก่อการร้ายคิดว่าพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงความปราถนามุ่งมั่นของฉันได้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าในชีวิตฉันมีเพียงความอ่อนแอ ความหวาดกลัว และความสิ้นหวังเท่านั้นที่เปลี่ยน แต่ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวและพลังความกล้าหาญได้เกิดขึ้นมาแทน”    “ให้เราได้มีโอกาสหยิบสมุดและปากกาของพวกเราขึ้นมา เพราะพวกมันเป็นอาวุธสำคัญที่พวกเรามี เด็กหนึ่งคน ครูหนึ่งคน และหนังสือหนึ่งเล่ม สามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ การศึกษาเป็นคำตอบ การศึกษาต้องมาก่อน”  แต่น่าแปลกใจที่ชาวปากีสถานเอง กลับไม่ขานรับกับการที่เธอลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิการศึกษาให้เด็กและสตรีที่ถูกริดรอน ยิ่งไปกว่านั้นชาวปากีสถานกลับมองว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของเธอบนเวทีสหประชาชาตินั้นเป็นเพียงฉากละครหนึ่งเท่านั้น! การเข้าสังคม อย่างไรก็ตามแม้ว่าชาวปากีสถานจะไม่เห็นคุณค่าอันสิ่งใหญ่ในสิ่งที่เธอได้พยายามต่อสู้ แต่ในสายตาของคนทั้งโลกแล้ว เสียงเรียกร้องของเธอนั้นยิ่งใหญ่และน่ายกย่องชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลสิทธิมนุษยชนเพื่ออิสรภาพของผู้หญิงนานาชาติ ( Simone de Beauvoir Prize, International Human Rights Prize for Women’s Freedom, 2013) และรางวัลเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชาติ (National Youth Peace Prize,2011) และ มาลาลา ถือเป็นคนแรกของปากีสถานที่ได้รับรางวัลนี้ นอกจากนี้นิตยสาร TIME ได้จัดให้มาลาลาได้รับเลือกเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอันดับสองแห่งปี 2012 รองจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา และจากที่เธอต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อนั้นทำให้ สหประชาชาติ ได้ถือเอาวันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบ 16 ปี ของมาลาลา ประกาศให้วันนี้เป็น “วันมาลา” (Malala Day) หรือวันเพื่อการศึกษาของเด็กทั่วโลก   จากการกระทำของ มาลาลา ยูซาฟไซ สาวน้อยนักสุู้หัวใจสิงห์ ทำให้เราเห็นภาพของการต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ผ่านอะไรมามากมาย เกินกว่าชีวิตวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป ซึ่งเธอไม่แสดงความเปราะบาง อ่อนแอ หรือโอนอ่อนต่อความอยุติธรรมและอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะให้เด็กและสตรีในปากีสถานได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

Continue Reading →

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)

Alfred-Nobel2

อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) (21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน – 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439, ซานเรโม ประเทศอิตาลี) นักเคมีชาวสวีเดน วิศวกร นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium) ประวัติ โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อโอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck – พ.ศ. 2173 – พ.ศ. 2251) และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของ อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 – พ.ศ. 2415) เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง “ตอร์ปีโด” ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน ที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้ “ไนโตรกลีเซอร์รีน” (nitroglycerine) ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดยแอสคานิโอ โซเบรโนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโน หรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบล ครั้งที่รุนแรงถึงชีวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชีวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโนเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้ ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเศร้าชื่อ “เทวฑัณท์” (Nmesis) เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546 ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม ดินระเบิดไดนาไมท์ อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้ค้นพบว่าเมื่อนำสารไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่นผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth – ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า “ไดนาไมท์” และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gun cotton) ได้สารชนิดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2419 และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ ดินส่วนใหญ่ในนั้น เป็นดินที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างจะมีมากอยู่หลายชนิด ทำให้ อัลเฟร็ด โนเบล ประสบความสำเร็จในด้านนี้อย่างมากเลยทีเดียว รางวัล กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า “พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว” และเขียนต่ออีกว่า “ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 ดอลลาร์สหรัฐ 3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณา การตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกับความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว ข่าวลือรางวัลโนเบล การที่ไม่มีรางวัลโนเบลในสาขาคณิตศาสตร์อยู่ด้วยนั้น มีข่าวลือกันในขณะนั้นว่าการที่โนเบลไม่ยอมให้มีสาขาคณิตศาสตร์มีสาเหตุจากผู้หญิง ซึ่งอาจเป็นคู่หมั้นเก่าหรือภรรยาลับที่ปฏิเสธความรักของเขา หรือโกงเขาและจากไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข่าวลือนี้ อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลเป็นคนโสดไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต

Continue Reading →