วัดป่าประดู่

วัดป่าประดู่ อยู่ในเมืองระยองบนถนนสุขุมวิท แยกเข้าซอยวัดป่าประดู่ เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ภายในวิหารมีพระนอนขนาดใหญ่ ยาว ๑๑.๙๕ เมตร สูง ๓.๖๐ เมตร เป็นพระพุทธไสยาสน์ซึ่งประทับอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย เดิมอยู่กลางแจ้ง ต่อมาสร้างวิหารครอบเมื่อปี ๒๕๒๔ เปิดให้เข้านมัสการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.

การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ ๒ เส้นทาง

เส้นทางแรก จากถนนสุขุมวิท สาย ๓ ผ่านตัวเมือง จังหวัดระยอง จุดสังเกตคือ ผ่านโรงพยาบาลระยอง โรงเรียนวัดป่าประดู่ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยถนนป่าประดู่จะถึงวัดป่าประดู่

เส้นทางที่ ๒ จากถนนสาย ๓๖ (บายพาส) ถึงสี่แยกเกาะลอย ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนจันทอุดม ผ่านตัวเมืองจังหวัดระยอง พอถึงสามแยกโรงพยาบาลให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุขุมวิท สาย ๓ ผ่านโรงพยาบาลระยอง โรงเรียนวัดป่าประดู่ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยถนนป่าประดู่จะเห็นวัดป่าประดู่

 

กิจกรรมน่าสนใจ

ไหว้พระ ชมโบสถ์เก่า

เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองระยอง แสดงให้เห็นว่าระยองเป็นหัวเมืองเก่าที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว มีพระพุทธรูปเก่าแก่เป็นประติมากรรมที่งดงามและศักดิ์สิทธิ์ที่คนระยองให้ความเคารพนับถือ อีกทั้งโบสถ์เก่าแก่คู่วัดก็มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ผู้ชื่นชอบศิลปะไม่ควรพลาดชม

ที่ตั้ง
ข้าง รพ. ระยอง ตรงข้ามโรงแรมบูรพาพาเลซ ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ 700 ม.
ประวัติ
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีอายุราว 400 ปีเป็นอย่างน้อย เดิมเป็นวัดร้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2372 พระอุปัชฌาย์เทียนได้บูรณะขึ้นใหม่ แต่ก่อนนั้นมีชื่อว่า “วัดป่าเลไลยก์” แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ”วัดป่าประดู่” เพราะมีต้นประดู่ ใหญ่อยู่ภายในวัดจำนวนมาก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียวตรงปากประตูทางเข้าวัด
สิ่งน่าสนใจ


พระพุทธไสยาสน์
เป็นพระนอนตะแคงซ้ายอยู่คู่กับวัดมาแต่โบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด องค์พระมีความยาวจากพระเศียรจดพระบาท 11.95 ม. สูง 3.60 ม. ทำด้วยอิฐถือปูน ในปี พ.ศ. 2478 พระครูสมุทสมานคุณ (แอ่ว) อดีตเจ้าอาวาส ได้บูรณะส่วนที่ชำรุดแล้วปิดทองเสียใหม่ ต่อมาวิหารเก่าชำรุด ทางวัดจึงได้สร้างวิหารใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2523
โบสถ์หลังเก่า
พระครูสมุทสมานคุณ (แอ่ว) และชาวบ้าน ร่วมกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2449 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ด้านหน้าโบสถ์ต่อเป็นหลังคามีเสารองรับ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปกรรมที่นิยมในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หลังคาซ้อนสองชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา ที่น่าสนใจคือโบสถ์แห่งนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะจีน เช่น ที่หน้าบันด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออก ปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าผุดขึ้นเหนือดอกบัวกลางสระ มีนกกระสากำลังจิกกบเขียดอยู่ในสระ ส่วน ด้านหลังโบสถ์ปั้นปูนเป็นลายพรรณพฤกษา ยกช่อดอกไม้เป็นกลีบ ลอยเด่นออกมาจากผนัง มีสิงโตกำลังเล่นลูกแก้วขนาบข้างละตัว
วิหารพระปาลิไลยก์
พระปางปาลิไลยก์เป็นของเก่าที่อยู่คู่วัดมาแต่เดิมเช่นเดียวกับพระพุทธไสยาสน์ และเคยเป็นพระประธานของวัดมาก่อน สูงถึง 6.02 ม. ประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2501 เนื่องจากวิหารเดิมทรุดโทรมมาก

เขาชีจรรย์

พระพุทธรูปที่เขาชีจรรย์ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศโดยรอบวัดญาณสังวราราม เป็นภูเขาสูงหลายลูก เช่น เขาชีโอน เขาชีจรรย์ เขาดิน เป็นต้น โดยเฉพาะเขาชีจรรย์ มีความสูงเด่นสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ได้มีการขอสัมปทางทำการระเบิดหิน เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างมาแล้วช้านาน ในปัจจุบันเขาดังกล่าว ได้เสียสภาพความเป็นธรรมชาติไป เนื่องจากระเบิด เสียงระเบิดทำให้เสียบรรยากาศในการปฏิบัติสมาธิ แม้กระทั่งสัตว์ป่าต่าง ๆ และนกซึ่งเดิมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างก็หลบหนลี้ภัยไปอยู่ ณ ที่อื่น จึงได้มีพระราชดำริว่าควรจะหาทางระงับการระเบิดที่เขาชีจรรย์ และโปรดเกล้าฯ ให้แกะสลักภูเขาด้านที่ถูกระเบิดเป็นพระพุทธรูปแทน

เนื่องในวโรกาศที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ทางวัดญาณสังวรารามมหาวรวิหาร ในสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลสหาสังฆปรินายก ทรงพิจารณาเห็นว่าเ หมาะสมที่จะสร้าง พระพุทธรูปแกะสลักที่หน้าผาเขาชีจรรย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหนามงคงวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีนี้ อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาและยังเป็นการอนุรักษ์เขาชีจรรย์ให้คงอยู่ในสภาพที่ควรเป็น

ซึ่งเขาชีวรรย์นี้ มีความสูงประมาณ 169 เมตร มีฐานกว้าง 255 เมตร อยู่ห่างจากวัดญาณสังวรารามฯ ไปทางใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพของเขาชีจรรย์เดิม ทีมีการขอสัมปทานทำาการระเบิดหินเพื่อนำไปใช้งานก่อสร้างมาแล้วช้านาน และส่วนที่เหลือจึงกลาย เป็นหน้าผาหินสูงชัน

หลังจากที่วัดญาณสังวรารามฯและคณะกรรมการโครงการจัดสร้าง พระพุทธรูปแกะสลัก หน้าผาเขาชีจรรย์ได้พิจารณาหาข้อมูล และนำขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แกะสลักพระพุทธรูปที่หน้าฝาเขาชีจรรย์เป็นแบบลายเส้น

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสร็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธี บรวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธ์ก่อนเริ่มโครงการจัดการสร้างพระพุทธรูป ณ. เขาชีจรรย์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 ที่ผ่านมา

การแกะสลักพระพุทธรูปที่มีชื่อเรียกขานว่า “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดความสูง 150 เมตร หน้าตักกว้าง 100 เมตร ประดิษฐานบนฐานบัว ซึ่งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บลาสเตอร์ จำกัด จะใช้เวลาดำเนินการแกะสลักหินเขาให้เป็นพระพุทธรูปองค์นี้ประมาณหนึ่งปี งบประมาณในการ ใช้จ่ายนี้บริษัทตั้งไว้ 43,305,800 บาท ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว เมื่อการแกะสลักเป็นรูปองค์พระรูปแล้วเสร็จก็จะสามารถมองเห็นชัดแต่ไกลและมีความสวยงามกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ไหว้พระขอพรที่วัดญาณสังวราราม

ผ่านเดือนที่ร้อนระอุที่สุดในรอบปีไปเป็นที่เรียบร้อย ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ชนิดที่แดดแรงเหี้ยมเกรียม ทั้งร้อนทั้งแล้งแห้งเหี่ยวใจ แต่ก็ยังพอให้ชุ่มฉ่ำใจในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาที่ได้กลับไปหาญาติสนิทมิตรสหายและพักผ่อนกันอย่างหนำใจ
เอ้า… เทศกาลวันหยุดยาวผ่านไปแล้ว การเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ ไปหลายวันในช่วงนี้คงจะไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ทริปนี้ผมขอพาไปเที่ยวแบบ One day trip ก็แล้วกัน ใกล้ ๆ แค่จังหวัดชลบุรีนี่เอง พัทยา – สัตหีบ ทริปนี้ถือว่าพาไปไหว้พระขอพรให้ขวัญและกำลังใจในการใช้ชีวิตอย่างมีสติทำทุกวันให้ดีมีความหมายนะครับ
พูดถึงพัทยา แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะนึกถึงทะเล ชายหาดสวย ๆ ทั้งพัทยาเหนือ – ใต้ หาดจอมเทียน ชายทะเลหลายหาดในสัตหีบ แต่เราขอเลยชายหาดทั้งหลายมุ่งตรงไปยังธรรมสถานอันงดงามแห่งนี้ครับ วัดญาณสังวรารามและสถานที่ใกล้เคียง ก่อนอื่นต้องขออภัยเรื่องรูปสักนิด เนื่องจากกล้อง DSLR ที่นำไปเกิดอาการช็อตทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงต้องเกิดขึ้นโดยการใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือแทนครับ
ไหว้พระขอพรที่วัดญาณสังวราราม เรามาทำความรู้จักกับ วัดญาณสังวราราม กันก่อนครับ ที่นี่เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สังกัดธรรมยุตินิกาย ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นองค์ประธานจัดสร้างวัด เมื่อปี 2519 ได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ญาณสังวราราม เมื่อปี 2520 ได้รับการประกาศตั้งชื่อเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2523 วัดญาณสังวรารามมีเนื้อที่รวมประมาณ 366 ไร่ ไม่รวมถึงพื้นที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประมาณ 2,500 ไร่
เมื่อมาที่นี่ก็ต้องเริ่มจากการไหว้สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ที่พระอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล อุโบสถแห่งนี้มีขนาดกว้าง 13.30 เมตร ยาว 21.00 เมตร สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีมหาราช โดยดัดแปลงจากแบบพระอุโบสถเก่าคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธปฏิมาประธานประจำอุโบสถ ได้รับการถวายพระนามว่า ‘สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์’ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีขนาดประมาณองค์พระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร หน้าพระเพลา 5 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว
เนื่องด้วยภายในวัดมีสถานที่สวยงามมากมาย แต่ที่พลาดไม่ได้ที่ต้องสักการะอีกแห่งก็คือพระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ซึ่งจุดมุ่งหมายสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชวงศ์จักรี มีฐานกว้างและสูง 39 เมตร ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ชั้นที่สองประดิษฐานพระเจดีย์ทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีชนวนจากพื้นปฐพีถึงที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้านนอกชั้นที่สามมีซุ้มประดิษฐาน พระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือ พระ ภปร. ด้านหน้า พระไพรีพินาศ (ด้านขวาของพระภปร.) และพระชินราชสีหศาสดา (ด้านซ้ายของพระ ภปร.) ส่วนชั้นที่ 2 เป็นซุ้มตราพระมหาจักรี
จุดต่อมาจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ วันที่ผมไปขนาดแดดแรงจัด นักท่องเที่ยวชาวจีนยังหนาแน่นและยืนถ่ายรูปกันเต็มไปหมด ที่นี่ถือเป็นไฮไลต์อีกแห่งครับ เจดีย์พุทธคยาเป็นเจดีย์จำลองที่สร้างตามแบบพุทธคยา ในประเทศอินเดีย สวยงามสมคำร่ำลือ เรียกได้ว่าถอดแบบมาชัดเจน หากแต่สร้างด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ มองเผิน ๆ ได้อารมณ์เดียวกันครับ ภายในวัดยังมีอีกหลายจุดที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสระบัวที่มีดอกบัวบานสะพรั่งมากมายงดงามตระการตา ฯลฯ


เมื่อไหว้พระและชมความงามภายในวัดญาณสังวรารามกันจนหนำใจ แนะนำให้ท่านขับรถออกมาอีกนิด ซึ่งจะต้องผ่านอเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน) สิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมแบบจีนอันงดงาม อเนกกุศลศาลาหรือในนามภาษาจีนว่า ต้าผู่ อี่ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 31 แล้วเสร็จในปี 36 บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะได้ อเนกกุศลศาลา เป็นถาวรวัตถุที่ชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ที่นี่จะมีการเก็บค่าบัตรผ่านประตูเพื่อทำนุบำรุงวิหาร แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับความงามด้านในมากครับ
สุดท้ายก่อนกลับไปยังถนนหลักจะเห็นพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาส เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดความสูง 150 เมตร หน้าตักกว้าง 100 เมตร ประดิษฐานบนฐานบัว สามารถมองเห็นชัดแต่ไกลและมีความสวยงามกลมกลืน เข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งแกะสลักที่หน้าผาเขาชีจรรย์ ซึ่งเขาชีจรรย์นี้ มีความสูงประมาณ 169 เมตร มีฐานกว้าง 255 เมตร อยู่ห่างจากวัดญาณสังวราราม ไปทางใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ทริปนี้ทั้งได้ไหว้พระขอพรและได้ชมความงดงาม แถมไม่ไกลกรุงเทพฯ เสียดายที่กล้องดันเสีย ความงามจึงอาจไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ดีครับ อาจทำให้หลาย ๆ คนอยากเดินทางมาดูด้วยตนเอง… เพราะงามในรูปจะดีหรือดึงดูดได้เท่าความงามจากการมองด้วยสายตาของเราเองไปได้อย่างไร…

วัดหลวงพ่อปากแดง

วัดพราหม์มณี หรือ วัดหลวงพ่อปากแดง ถือเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งใน จ.นครนายก วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบัน เป็นวัดพัฒนา ตัวอย่าง ภายในบริเวณวัดร่มรื่น สวยงามจัด เป็นหมวด หมู่ เขตพุทธาวาส สังฆาวาส เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านทั้งสถานที่ บรรเทาทุกข์ก็ มีผู้รักษาดูแล ตลอดเวลา มีพระประธานศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นที่เคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง มีชื่อว่า “หลวงพ่อปากแดง” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างด้วยโลหะ สัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 1 เมตร เป็นศิลปะสมัยล้านช้าง จีวรเป็นลายดอกพิกุล พระโอษฐ์ แย้มทาสีแดงเห็นชัด ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อปากแดง” สิ่งที่เด่นสะดุดตา คือ ที่ปากของ หลวงพ่อมี สีแดงสดเหมือนมีผู้นำลิปสติก ไปทาไว้ ผู้เฒ่าผู้แก่ย่านนั้นยืนยันว่าเห็นปากท่านแดง แบบนี้มาตั้งแต่เกิด เป็นอันว่าหลวงพ่อมีปากสีแดงมา นับร้อยปีแล้ว โดยไม่มีใครนำสี ไปทาแต่อย่างใด นับเป็นความแปลก ใจแก่ผู้ที่ได้ ไปพบเห็นมี ตำนานเชื่อกันหลวงพ่อปากแดง เป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับหลวงพ่อ พระสุกและหลวงพ่อพระไส ที่ประดิษฐานอยู่ที่ จ.หนองคาย ในปัจจุบันที่ได้ อัญเชิญมาจาก นครเวียงจันทน์ ลาว พอมาถึงประเทศไทย ชาวบ้าน ได้แยกย้ายไปตาม วัดต่างๆ ส่วนหลวงพ่อปากแดง ก็มาเป็นพระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์ ของชาว จ.นครนายก จนทุกวันนี้

ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ประชาชนเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสาริกาจะต้องแวะกราบ สักการบูชา พร้อมกับบนบานด้วย กล้วยน้ำว้า ๙ หวี หมากพลู ๙ ชุด พวงมาลัย ๙ พวง กันอย่างล้นหลามตาม ความปรารถนาตัวเองจะมีประชาชน ทั่วสารทิศเดินทางไป เที่ยวพักผ่อน หย่อนใจที่ น้ำตกสาริกา จ.นครนายก ทั้งรถโดยสารและรถส่วนตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้รถรา แน่นขนัดเต็มลานวัดทุกวัน พระครูโสภณพรหมคุณ หรือที่ชาวบ้าน เรียกขานท่านว่า หลวงพ่อตึ๋ง เจ้าอาวาสวัดพราหมณี บอกว่า สาธุชนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจ เดินทางไปกราบนมัสการบนบานหลวงพ่อปากแดง เพื่อขอให้ ตัวเองและครอบครัว ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง รับราชการเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ขอให้ตัวเอง มียศตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ ที่มาบนบาน ก็ขอให้หน้าที่การงานเติบโต ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เรื่องที่ไม่พลาด คือขอเลขเด็ด ขอให้ถูกหวยรวยทรัพย์

 

วัดป่าสว่างบุญ

วัดป่าสว่างบุญ ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี สร้างขึ้นในปี 2528 โดยหลวงพ่อสมชายปุญญมโน ในเนื้อที่กว่า400 ไร่ ทางด้าน ในวัดเป็นสถานที่ที่สงบเงียบเหมาะกับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ทางด้านหลังติดกับ เชิงเขามีอากาศที่ เย็นสบาย มาก และมีประชาชนเข้าไปปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สิ่งที่โดดเด่นของวัดป่าสว่างบุญ คือ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ” มีเจดีย์องค์ประธานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น มีบริวาร 500 องค์ มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ โดยมี ซุ้มประตูทางขึ้นทั้งสี่มุมทำเป็นบันไดขึ้นไปยังองค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่ทางด้านบน ตัวองค์เจดีย์เป็นปูนปั้นรูปแบบ สวยงามประณีตเคลือบสีทอง ทั้งหมดทุกองค์ผนังด้านในของเจดีย์องค์ประธานประดับกระจกทับทิม โดยรอบสวยงาม มีภาพพระธาตุเจดีย์สำคัญๆ ทั่วประเทศ ไทยประดับไว้ด้านบนภายในองค์เจดีย์ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเนปาล อินเดีย,ศรีลังกาและสาธารนุชน มาร่วม บรรจุในพระมหาเจดีย์ครบทั้ง 500 ยอด รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคล ของมีค่ามาสักการบูชาจำนวนมากบรรจุ อยู่ในพระเจดีย์องค์ประธาน


นอกจากเจดีย์ 500 ยอดแล้ว วัดป่าสว่างบุญยังมีสิ่งน่าสนใจ อาทิ พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 84,000 องค์ พระอุโบสถ อาศรมรูปทรงสถูปดับขันธ์ปรินิพาน พระสัจจะเจดีย์ รวมถึงพระพุทธรูปที่มีความโดดเด่นทั้งพุทธลักษณะ และวัสดุการก่อสร้าง จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหินปางปรินิพพานยาว 10.59 เมตรที่สร้างด้วยหินชิ้นเดียวใหญ่ที่สุดในเมืองไทย พระพุทธมหาทานสว่างบุญ ปางเชียงแสนหนึ่ง หน้าตักกว้าง 109 นิ้ว ที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ พระพุทธรูปแกะหินหนัก 30 ตัน พระยืนบนเขาพระหินทราย

ประวัติการสร้างพระมหาเจดีย์

หลวงพ่อสมชาย บอกว่า ก่อนการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ ๕๐๐ ยอด เที่ยงคืนของวันหนึ่ง หลวงพ่อได้นำดอกไม้ธูปเทียนสักการบูชา ไปอธิษฐานจิตขอสร้างพระมหาเจดีย์ ๕๐๐ ยอด หากสำเร็จหรือไม่สำเร็จขอให้เห็นนิมิตหมายที่ดีในคืนนี้ แล้วหลวงพ่อเริ่ม พิธีสวดมนต์ ทันใดนั้นมดง่ามได้ขึ้นมากัดไต่ทั่วร่าง หลวงพ่อจึงมีความคิดว่า มดก็คือมาร, มารก็คือมด หากสู้มดได้ก็สู้มารได้ สู้มดไม่ได้ก็สู้มารไม่ได้ หมายถึงสร้างพระมหาเจดีย์ไม่ได้ จึงตัดสินใจยอมอดทนให้มดกัด นั่งสวดมนต์ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง จึงสวดเสร็จ แล้วแผ่เมตตามดง่ามก็หายไป คืนนั้น หลวงพ่อนิมิตว่าได้แบกไม้ไผ่ลำยาวถึง ๕๐ เมตร มีลูกตุ้มถ่วง ๒ ข้าง มีคนอื่น มายกก็ยก ไม่ไหว หลวงพ่อจึงไปแบกเอง ปรากฏว่าแบกไหว แล้วใส่บ่าแบกขึ้นบนภูเขา พร้อมกันนั้นมีเสียงดังจากอากาศ พูดว่า สร้างพระเจดีย์ มีอานิสงส์มากมาย ขออนุโมทนาบุญด้วย จะได้เป็นสมเด็จอยู่นอกเมือง ขอให้ชื่อ พระมหาเจดีย์ ๕๐๐ ยอด ว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ”โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๘ ในแต่ละเดือนที่มีการก่อสร้าง สาธุชนจำนวนหลายพันคนได้มาช่วยก่อสร้างด้วย นับเป็นการก่อสร้างที่รวมจิตใจอันบริสุทธิ์ เป็นพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาล ที่ไม่ สามารถประมาณค่าได้ โดยใช้เวลาก่อสร้าง ๒ ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

รายละเอียดเพิ่มเติม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-3642-2768-9 โทรสาร 0-3642-4089

การเดินทางไปวัดป่าสว่างบุญ

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
วัดป่าสว่างบุญไม่มีรถสาธารณะผ่าน ต้องใช้รถส่วนตัวโดยใช้เส้นทาง สระบุรี-นครนายก จาก อ.แก่งคอย ไปประมาณ 15 กิโลเมตร พอถึงตำบลชะอม เลี้ยวซ้ายไปเส้นทางเที่ยวน้ำตกโกรกอีดก ตรงเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือ มีป้ายบอกชัดเจน