วัดสมานรัตนาราม

วัดสมานรัตนาราม หรือที่หลายคนรู้จักดีในชื่อของ วัดพระพิฆเนศ ฉะเชิงเทรา เพราะพระพิฆเนศปางนอนเสวยสุขนี้เอง ที่ทำให้วัดสมานรัตนารามแห่งนี้มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีผู้ใดมาขอพรก็มักจะสำเร็จสมดังใจหวัง จนทำให้เป็นที่นับถือของคนทั่วไปอย่างรวดเร็ว พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุของค์นี้ มีเนื้อองค์เป็นสีชมพูและอาจเรียกได้ว่า เป็นพระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


ปางนอนเสวยสุขนั้นมีความหมายว่า เป็นปางที่ประทานความมีกินมีใช้ เงินทองไม่ขาดมือ อยู่อย่างสุขสบาย อิ่มหนำสำราญ ขจัดปัญหา ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ เนื้อองค์มีสีชมพู รอบฐานมีปางต่างๆถึง 32 ปางให้ชม
ภายใต้ฐานพระพิฆเนศเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเกี่ยวกับพระพิฆเนศปางต่างๆ พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเช่าพระพิฆเนศไปบูชาที่บ้าน

ทางวัดได้เปิดให้ประชาชนสักการะกราบไหว้องค์พระพิฆเนศ โดยจัดพื้นที่ให้เป็นศาลาริมแม่น้ำ ภายในศาลาเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพิฆเนศจำลองปางต่างๆ อีกทั้งมีพระพุทธรูป ให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะขอพร

วัดสมานรัตนารามแห่งนี้ นอกจากจะมีพระพิฆเนศ ปางนอนเสวยสุขสีชมพู องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นที่เคารพ ขอพรแก่คนทั่วไปแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆให้กราบไหว้บูชาขอพรอีกมากมาย เรียกได้ว่ามาที่วัดสมานฯแห่งเดียว ทำบุญได้ครบทุกด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทำสังฆทาน, ทำบุญโรงศพ, บริจาคช่วยค่าน้ำค่าไฟกับทางวัด ฯลฯ

สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆที่อยู่ในบริเวณวัด ก็มีผู้ให้ความเคารพนับถือไม่แพ้องค์พระพิฆเนศ ซึ่งก็ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคนเช่นกัน อาทิเช่น พระราหูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, หลวงพ่อประทานพร, พระปางลีลา ให้ขอโชคลาภและให้สุขภาพแข็งแรง, พระพิฆเนศปางปาฏิหาริย์ 108 กร รวมทั้งเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานบุตรและโชคลาภ เป็นต้น

เจ้าแม่กวนอิม หรือ พระโพธิสัตว์กวนอิม (ปางประทานบุตร และโชคลาภ)

เจ้าแม่กวนอิม หรือ พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่ประทับที่วัดสมานฯแห่งนี้ เป็นปางประทานบุตร และโชคลาภ เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ประวัติวัดสมานรัตนาราม

วัดสมานรัตนาราม ปัจจุบันตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีที่ดินตามหน้าโฉนด ที่ตั้งวัดทั้งหมด 26 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา

ในอดีตก่อนที่จะมาเป็นวัดแห่งนี้ มีเรื่องเล่าสืบกันต่อกันมาตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยนั้น มีครอบครัวหนึ่งเป็นคหบดีอยู่ในฐานะมั่นคง เป็นที่เคารพนับหน้าถือตาของคนในระแวกนั้นคือ ครอบครัวของท่านขุนสมานจีนประชา(เดิมชื่อจ๋าย) สกุลของท่านขุนสมานจีนประชาคือ “สืบสมาน” ท่านขุนมีภรรยา 2 คนคือ นางทิม สืบสมาน และ นางผ่อง สืบสมาน (สกุลเก่า-เพิ่มนคร)

เมื่อท่านขุนสมานจีนประชาถึงแก่กรรม ภรรยาทั้ง 2คนของท่านขุนสมานจีนประชา พร้อมด้วยนางยี่สุ่น วิริยะพานิช มีความศรัทธาคิดจะสร้างวัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สามีผู้ล่วงลับจึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นมา ซึ่งมีปรากฏตามหลักฐาน เมื่อ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.๕) ทรงเสด็จทางชลมารค์ผ่านมา ได้ทรงแวะเยี่ยมวัดแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งชื่อ นายเหว่า โพนสุวรรณ์ นำนกกวักเผือกถวาย ณ ที่วัดแห่งนี้ด้วย

เมื่อวัดสร้างเสร็จเรียบร้อย จึงได้ตั้งชื่อวัดว่าวัดใหม่ขุนสมานเพิ่มนคร” เป็นการนำชื่อของท่านขุนสมานจีนประชา และนามสกุลเดิมของภรรยาคนหนึ่งมารวมด้วยกัน เริ่มแรกวัดแห่งนี้ป็นวัดราษฎ์ คณะสงฆ์ที่ปกครองวัดสมัยนั้น เป็นฝ่ายมหานิกายแต่ปกครองได้ไม่นานนัก ต่อมาผู้สร้างวัด วัดใหม่ขุนสมานเพิ่มนคร แห่งนี้ให้กับพระสงฆ์ในคณะธรรมยุตดูแล โดยมีพระครูศิริปัญญามุนีเป็นประธานสงฆ์ในการรับถวายวัดนี้ ชาวบ้านโดยทั่วไปมักเรียกวัดนี้ว่า “วัดใหม่ขุนสมาน” มาจนถึงทุกวันนี้

ตำแหน่งที่ตั้งของวัดสมานรัตนาราม อยู่ในตำแหน่ง “ฮวงจุ้ยมงคล” (ถุงเงินถุงทอง) วัดสมานรัตนารามเดิมทีไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าอยู่แห่งหนตำบลไหน มีความสำคัญอย่างไร มีหมอดูท่านหนึ่งเคยดูไว้ว่า วัดแห่งนี้ทึมๆผู้คนไม่รู้จักแต่มีของดี ต่อมาได้มีพระหนุ่มรูปหนึ่งมาบวชที่วัดนี้ ท่านได้ปวารณาไว้ว่าจะพัฒนาวัดอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ให้เจริญและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพื่อเผยแผ่สืบทอดพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นเวลาสิบกว่าปีความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ได้ลั่นวาจาไว้ก็เป็นไปอย่างที่ราบรื่น วัดได้พัฒนาไปแบบก้าวกระโดด เพราะท่านได้สละแรงกายแรงใจ และสติปัญญา เกินกว่าวัยของท่านมากยิ่งนัก ปัจจุบันวัดสมานรัตนาราม ไม่ได้รู้จัก เฉพาะในหมู่คนไทยในประเทศ แม้แต่ต่างประเทศทั่วโลกก็รู้จัก ผู้คนเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วันละหลายหมื่นคน ยิ่งทำให้วัดพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงศรัทธาของพระหนุ่มองค์นั้น ท่านก็คือ พระครูธรรมธรไพรัตน์ ปัญญาธโร พระนักพัฒนาอันทรงคุณค่านั่นเอง

 

วัดโพธิ์บางคล้า

วัดโพธิ์บางคล้า ตั้งอยู่ที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในท้องถิ่น วัดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยใดไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และคาดว่าเคยเป็นที่พักทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปต่อสู้กับพม่า ที่บริเวณปากน้ำโจ้โล้(ห่างจากวัด 1 กม.)เมื่อราวๆปี พ.ศ. 2309

จากคำบอกเล่าอีกนั้น วัดแห่งนี้เดิมเป็นกุฎิไม้ใต้ถุนสูง หลังคามุงจาก อยู่ใกล้กับท่าน้ำแม่น้ำบางปะกงและต้นโพธิ์ใหญ่ มีโบสถ์คล้ายเก๋งจีน หลังคาซ้อน2ชั้น มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ช่อฟ้าเป็นรูปหัวมังกร ผนังก่ออิฐฉาบปูนขาวผสมน้ำอ้อย ล้อมรอบด้วยใบเสมา (ปัจจุบันทางวัดได้รื้อถอนโบสถ์และกุฏิไม้แล้ว)

และด้านหน้าวัดจะมีวิหารเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ทรงจตุรมุขสมัยอยุธยาตอนปลาย หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า และมีการซ่อมแซมหลังคาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2485 และต่อมาหลังคาเกิดพังทลายลง ทำให้ต้องสร้างหลังคาขึ้นใหม่แทนของเดิม เมื่อปี พ.ศ.2541

ปัจจุบันวิหารแห่งนี้มีเฉพาะฝาผนังปูน และพระพุทธรูปปางไสยยาสน์เท่านั้น ที่ยังคงเป็นของดั้งเดิม

ภายในวัดร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการมาไหว้พระทำบุญเป็นอย่างมาก หากมีเวลาว่างลองแวะมาที่วัดโพธิ์บางคล้ากันนะคะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

วัดปากน้ำ (โจ้โล้)

วัดปากน้ำ (โจ้โล้) เป็นอีกหนึ่งวัดในอำเภอบางคล้า ที่มีความวิจิตรงดงามไม่แพ้กัน ด้วยพระอุโบสถสีทองอร่ามทั้งหลังหนึ่งเดียวในโลก ศิลปกรรมการก่อสร้างแบบล้านนาที่สวยงามจนผู้ที่เดินทางมาไม่อาจละสายตาได้ นอกจากนั้นแล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้เดินเวียนลอดฐานองค์พระพุทธประติมาภายในพระอุโบสถสีทองหลังงามนี้ เพื่อเสริมสิริมงคลความรุ่งโรจน์ เจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต


โบสถ์สีทอง วัดปากน้ำโจ้โล้ ตั้งอยู่ อ. บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ชมพระอุโบสถหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ทาสีทองทั้งหลัง ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือหรือนอกตัวอุโบสถ ที่งดงามตระการตาเป็นอย่างมาก ภายนอกวัดมีเรือโบราณในสมัยก่อนที่อยู่ในยุค สมเด็จพระจ้าตากสิน โชว์ไว้อีกด้วย นอกจากนี้ภายในอุโบสถยังสามารถลอดใต้ฐานพระประธานเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกด้วย แต่เดิม วัดปากน้ำโจ้โล้เป็นสำนักสงฆ์ ในอดีตบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของทัพพม่า ซึ่งยกทัพบกทัพเรือไปปะทะกับกองทัพ สมเด็จพระเจ้าตากสินต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีชัยจึงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ ปัจจุบันได้มีการสร้าง อุโบสถหลังใหม่เป็นสีทองทั้งหลัง

การเดินทาง เส้นทางมาวัดปากน้ำโจ้โล้ จากตัวเมืองฉะเชิงเทรา มาทางถนนหลวง 304 พนมสารคามเเยกซ้ายเข้าอำเภอบางคล้า ประมาณ 7 กม. จะเจอทางเเยกตรงป้อมตำรวจ ให้เลี้ยวขวาตรงมาอีก 3 กม. จะพบกับวัดปากน้ำโจ้โล้

โบสถ์สแตนเลสวัดหัวสวน

วัดหัวสวน เป็นวัดในเส้นทางไหว้พระ ๙ วัดฉะเชิงเทรา ด้วยชื่อที่เป็นมงคลชื่อวัดหัวสวน เชื่อกันว่า ไหว้พระขอพรที่วัดนี้จะมีชื่อเสียง ลาภยศ สรรเสริญ

วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์สแตนเลสทั้งหลัง โดยหวังให้โบสถ์แห่งนี้มีอายุยาวนานหลายพันปี และอยู่คู่ประเทศไทยไปตราบนานเท่านาน เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2552 แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 50 ล้านบาท มีความกว้าง 7.50 เมตร ยาว 18 เมตร สูง 6.5 เมตร โบสถ์สแตนเลสหลังนี้ สร้างจากเงินบริจาคและแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน สร้างบนฐานคอนกรีตสูงจากพื้นดินมีรั้วที่ขึ้นรูปเป็นธรรมจักรทำจากสแตนเลส มีเสาหงส์คาบโคมไฟอยู่บริเวณโดยรอบวัด ส่วนที่เป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ก็ล้วนทำมาจากสแตนเลสทั้งสิ้น ตรงทางเข้าโบสถ์ด้านหน้ามีพระสิวลี ด้านหลังมีพระพุทธมหาลาภประดิษฐานอยู่เป็นองค์ประธาน ประดับตกแต่งด้วยอัญมณีสีต่างๆ มีความงดงามมาก โบสถ์หลังนี้มีประตูทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านละ 2 ช่อง เหนือช่องประตูเป็นภาพพระพุทธโสธรหน้าบันและหน้าต่างเป็นภาพพระพุทธเจ้าและเทวดา สร้างด้วยการกัดกรดและลงสีเหลือง ส่วนด้านนอกรอบโบสถ์แกะลายสแตนเลสเป็นรูปพระอรหันต์ 80 องค์ ชายล่างเป็นภาพแสดงเสวยชาติของพระพุทธเจ้าโดยวิธีพ่นแอร์บรัช และภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมพระชาดก 10 ชาติ (ทศชาติชาดก) ของพระพุทธเจ้าใช้วิธีการพ่นแอร์บรัชเช่นเดียวกัน


โบสถ์สแตนเลส ตั้งอยู่ในวัดหัวสวน หาไม่ยากเลยถ้าใครเคยมาที่พระพิฆเณศวัดสมานรัตนาราม บนถนนสายที่จะไปบางคล้า จากทางเข้าวัดสมานรัตนารามไปอีกนิดเดียว เรียกว่าถ้ามาไหว้พระพิฆเณศองค์ใหญ่ กลับออกมาเลี้ยวซ้ายไปอีกนิดเดียวก็ถึงทางเข้าบ้านหัวสวน ตามเส้นทางเข้ามาเรื่อยๆ ซุ้มประตูวัดหัวสวนเป็นเอกลักษณ์สังเกตุง่าย เพราะทำจากสแตนเลสเป็นซุ้มใหญ่มาก พอขับมาถึงเขตวัดเราก็จะเห็นรั้ววัดทำด้วยสแตนเลสทั้งหมดเหมือนกัน เข้ามาด้านในสุด ถึงจะเห็นโบสถ์สแตนเลส หลังไม่ใหญ่มาก เทียบกับโบสถ์มาตรฐานแล้วโบสถ์หลังนี้เล็กกว่าปกติ เพราะส่วนมากจะสร้างให้มีความกว้าง 8 เมตร แต่โบสถ์สแตนเลสกว้าง 7.5 เมตร ตกแต่งด้วนสแตนเลสทั้งหลังทั้งภายนอกและภายใน ตรงบันไดทางขึ้นไปยังโบสถ์ มีไก่ติดกระจกสีทองและสีเงินอย่างละตัว ตรงกลางบันไดเป็นช้างติดกระจกทั้งตัว ใครมาตอนบ่ายๆ จะเห็นแสงสะท้อนจากกระจกและสแตนเลส แวววับสวยมาก
พระพุทธมหาลาภ(จำลอง) ด้านหลังโบสถ์ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางเดียวกันกับพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่อง เหมือนพระประธาน แต่สร้างจำลองอีกองค์ประดิษฐานอยู่ประตูหลังพร้อมกับหงส์เงินหงส์ทองประดับกระจกแวววับสวยงาม

สังเกตุที่แผ่นสแตนเลสผนังด้านหลังองค์พระ ลวดลายช้างสร้างด้วยการกัดน้ำกรด แล้วลงสี แปลกตาสวยงาม

พระพุทธมหาลาภ พระประธานในโบสถ์สแตนเลส พระปางมารวิชัยทรงเครื่องตกแต่งคล้ายเม็ดพลอยหลายสี สะท้อนแสงไฟสวยงามท่ามกลางความแวววาวของสแตนเลสที่อยู่รอบๆ ผนังด้านใน พร้อมพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา เหนือขึ้นไปมีภาพจิตรกรรมทศชาติชาดก

พระสิวลี ด้านหน้าของโบสถ์ เป็นที่ประดิษฐานพระสิวลี พระอรหันต์แห่งโชคลาภ มีพระพุทธรูปปางประสูติ ด้วย ลวดลายแผ่นสแตนเลสกัดกรดลายพระแม่ธรณี บานหน้าต่างประตูก็มีลวดลายอื่นๆ อีก ว่างๆ ลองมาไหว้พระที่ฉะเชิงเทรา เป็นมงคลชีวิต เลือกวัดหัวสวน เป็นหนึ่งในเส้นทางของทริป แล้วจะไม่ผิดหวัง กับความสวยงามที่ได้เห็นกับตาตัวเอง

หลวงพ่อโต ซำปอกง

หลวงพ่อโต ซำปอกง ณ วัดอุภัยภาติการามแห่งนี้ ตามประวัติเล่าว่า เมื่ออดีตตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 ในชุมชนชาวตลาดบ้านใหม่ล่าง มีเศรษฐีชาวจีน 2 พ่อลูก คือ หลงจู๊ฮี้ (พ่อ) และ หลงจู๊แดง (ลูก) ได้ไปศักการะหลวงพ่อโต ที่วัดพนัญเชิง อยุธยา และเกิดความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยนั้น ชาวจีนในเมืองไทยนิยมไปกราบไหว้ หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง ที่วัดพนัญเชิง อยุธยา เพราะมีความเชื่อว่าสามารถนำโชคดีเกี่ยวกับเรื่องการค้าขาย จะทำให้ประสบความสำเร็จ

ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า ในปี พ.ศ. 2449 จึงทำให้ หลงจู๊ฮี้ และ หลงจู๊แดง (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนพิพิธพานิชกรรม)ได้สละทรัพย์ส่วนตัวสร้าง หลวงพ่อโต หรือ พระซำปอกง ไว้ที่เมืองแปดริ้ว โดยหลงจู๊แดง หรือขุนพิพิธพานิชกรรม ได้สละที่ดินส่วนตัว บริเวณ ต.บ้านใหม่ อ.เมือง ฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างวิหาร และให้ช่างไปจำลององค์หลวงพ่อโต มาจากวัดพนัญเชิง อยุธยา


หลวงพ่อโต หรือ พระซำปอกงนี้ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ข้างในองค์พระเป็นโพรง โดยสมัยก่อนจะใช้กระบุง หรือภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่ เอามาก่อซ้อนกันเป็นรูปองค์พระ ต่อมาจึงเอาปูนฉาบ แล้วจึงค่อยลงรักปิดทองภายหลัง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่5 ได้ทรงเสด็จมาเมืองแปดริ้ว เพื่อทรงเปิดเส้นทางรถไฟ สาย กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา และได้ทรงเสด็จมาที่วิหารหลวงพ่อโตแห่งนี้ ทรงมีพระราชศรัทธาบริจาคเงินจำนวน 200บาท เพื่อร่วมสมทบในการสร้างอารามและปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป และในครานั้นเอง ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดอุภัยภาติการาม” เนื่องจากวัดนี้มักประสบความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่บ่อยๆ และบางปีน้ำได้ซึมเข้าองค์พระ โดยเฉพาะบริเวณฐาน และตอนล่างขององค์พระ ทำให้ต้องทำการซ่อมแซมอยู่เสมอ

เมื่อรัชกาลที่5 ทรงทราบว่า พระพุทธรูปได้มีการจำลองแบบมาจากอยุธยา จึงทรงพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธไตรรัตนายก” เช่นเดียวกับที่วัดพนัญเชิง อยุธยา

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่5 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ ทางวัดได้มีการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่5 พร้อมลงพระปรมาภิไธย ที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อครั้งเสด็จมา
ด้วยวัดแห่งนี้เป็นลัทธิมหายาน จึงมีความเชื่อแบบวัดจีน ภายในวิหารจะมีพระโพธิสัตว์กวนอิม, พระอรหันต์ และเทพเจ้าที่สำคัญของชาวจีน ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโตที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง คือการนำโชดีมาให้แก่คนทำมาค้าขาย

วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่)


วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) ตั้งอยู่ถนนศุภกิจ ตำบลหน้าเมือง เป็นวัดจีน ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ที่ขยายมาจากวัดเล่งเน่ยยี่ ในกรุงเทพฯ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๔๙ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ รูปปั้นขนาดใหญ่จตุโลก และเทวดารูปอ้วนโห้ ซึ่งแต่งกายชุดนักรบ นอกจากนี้มีวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น วิหารบูรพาจารย์ วิหารเจ้าแม่กวนอิม วิหารว่องอ้านตี่ วิหารตี่ซังอ๋อง และสระนทีสวรรค์

วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์

วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์หรือวัดเมืองเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่สร้างขึ้นเมื่อเกิดการสร้างบ้านแปลงเมืองของฉะเชิงเทราใน พ.ศ. 2377 เมื่อมีการสร้างกำแพงเมืองเพื่อกำหนดขอบเขตของแปดริ้ว และ ให้เมืองนี้เป็นปราการรักษาพระนคร และชาวบ้านชาวเมืองให้ปลอดภัยจากข้า ศึกศัตรูนั้น ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ทำให้มีการสร้างวัดขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองและเป็นที่พึ่งทางใจในยามสงคราม เนื่องจากวัดนี้ ตั้งอยู่ในเมือง ชาวบ้านจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า ” วัดเมือง ” ต่อมาภายหลังเมื่อพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2451 จึงได้พระราชทานนามวัดว่า ” วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ ” ซึ่งมีความหมายว่า วัดที่ลุงของพระเจ้าแผ่นดินสร้าง”

วัดนี้ถือว่าเป็นวัดทื่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนั้น เพราะนอกจากจะได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมากว้าง 17 เมตร ยาว 29.50 เมตรแล้ว สังเกตจาก ศิลปะที่องค์พระปรางค์ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพระปรางค์อัฐเคราะห์ในวัดพรศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพมหานครมากจึงน่าเชื่อว่าคงจะได้ช่างฝีมือจากเมืองหลวง

วัดโสธรวรารามวรวิหาร

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า “วัดหงษ์” สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทราเป็นพระพุทธรูป ปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48เมตร ฝีมือช่างล้านช้างตามประวัติเล่าว่าได้ปาฏิหาริย์ลอยน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็น พระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอก เสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะที่เห็น ในปัจจุบัน ทุกวันจะมีผู้คนมานมัสการปิดทอง หลวงพ่อพุทธโสธรจำนวนมากเนื่องจากอุโบสถ หลังเก่ามีสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงได้มีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าและสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยมี สำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างเป็นอาคารทรงไทยที่ออกแบบพิเศษ เฉพาะรัชกาลลักษณะ แบบพระอุโบสถเป็นหลังคา ประกอบเครื่องยอดชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและ ด้านหลังด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรง เดียวกับพระวิหารเป็นอาคารมุขเด็จ จึงมีลักษณะเป็นอาคารมีหลังคา แบบจตุรมุขอย่างปราสาทไทย กว้าง 44.5 เมตร ยาว 123.50 เมตร ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑปสูง 85 เมตร ยอดมณฑปมีลักษณะเป็นฉัตร 5 ชั้น มีความสูง 4.90 เมตร ยอดฉัตรเป็น ทองคำน้ำหนัก 77กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาท ผนังด้านนอกพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี ผนังด้านใน เป็นงาน จิตรกรรมฝาผนัง โดยศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นผู้เขียนภาพประกอบพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก

ส่วนสำคัญที่สุดคือ ส่วนกลางของพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวง พ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพ จิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับ ตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์เป็น เรื่องราว ของสีทันดร มหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ดาวดึง พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาลตำแหน่งของ ดวงดาวบนเพดาน จะกำหนดตำแหน่งตามดาราศาสตร์ ตรงกับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นวันยกยอด ฉัตรทองคำเหนือมณฑป พระอุโบสถ และภาพของจักรวาลบนเพดานจะเป็นภาพเขียนประดับ โมเสกสี จึงเป็น พระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุด

ประวัติพระพุทธโสธร

พระพุทธโสธร หรือเรียกกันสามัญทั่วไปว่า”หลวงพ่อโสธร”เป็นพระทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์เป็นมิ่งขวัญของชาวแปดริ้วและเป็นที่รู้จัก เคารพบููา ของ ประชาชนทั่วประเทศ หลวงพ่อโสธร เป็นพระรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3 ศอก5 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปพอกปูนลง รักปิดทองพระเนตรเนื้อแบบสมัยลานช้าง หรือเรียกกันสามัญว่า พระลาว พระพุทธรูปแบบนนิยมสร้างกันมากที่เมือง หลวงพระบาง อินโดจีนและภาคอิสาน ของประเทศไทย ประดิษฐาน อยู่ใน พระอุโบสถ วัดโสธร อำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทราตำนานหรือประวัติของ หลวงพ่อโสธรนี้หาหลักฐาน ยืนยันแน่นอนไม่ได้เป็นเพียงคำบอกเล่าสืบๆกันมา ประวัติที่เกี่ยวกับวัดโสธรเท่านั้น หลวงพ่อโสธรมา ประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธร นานเท่าใด พอจะมีีคำบอกเล่าอันเกี่ยวโยง ถึงหลวงพ่อวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ตามประวัติ หลวงพ่อพ่อวัดบ้านแหลมกับหลวงพ่อวัดโสธรลอยน้ำมาด้วยกัน และเป็นพี่น้องกันและชาวบ้านแหลม ได้อัญเชิญหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ขึ้นจากน้ำ เมื่อ พ.ศ. 2313 จึงคาดคะเนว่าหลวงพ่อก็มาประดิษฐานอยู่ที่ วัดโสธร ราว พ.ศ.2313 หรือก่อนนั้นก็ไม่นานนัก
ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธร นี้มีผู้เล่าสืบๆ กันมาหลายกระแสว่า หลวงพ่อโสธรลอยน้ำมามีคำปรารถว่า ล่วงกาลนานมาแล้วยัง มีพระพี่น้องชายสามองค์อยู่ทางเมืองเหนือ มีอิทธิปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ได้ ได้อภินิหารล่อง ลอยตามแม่น้ำมาจากทิศเหนือเพื่อให้คน ทางทิศใต้ได้เห็น ในที่สุดมาผุดขึ้นที่แม่น้ำบางปะกงที่ ตำบลสัมปทวน และแสดง ปาฏิหารย์ลอยน้ำและ ทวนน้ำได้ทั้งสามองค์ ประชาชน ชาวสัมปทวนได้พบเห็นจึงช่วยกันเอาเชือกรวน มนิลาลงไปผูกมัดที่องค์พระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้น แล้วช่วยกันฉุดลากขึ้นฝั่ง ด้วยจำนวนผู้คนประมาณ 500 คน ก็ฉุดขึ้นไม่ได้เชือกขาด ไม่สำเร็จตามความประสงค์ พากันเลิกไป ครั้นแล้วพระพุทธรูปหล่อทั้ง สามองค์ก็จมน้ำ หายไป สถานที่พระสามองค์ลอยน้ำและทวนน้ำได้นี้เลยให้ชื่อว่า”สามพระทวน” ต่อมา เรียกว่า “สัมปทวน” ได้แก่ แม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน อ.เมืองแปดริ้ว ทุกวันนี้ ต่อจากนั้นพระทั้งสามองค์ก็ลอยตามแม่น้ำบางปะกง เลยผ่านหน้า วัดโสธร ไปถึงคุ้งน้ำ ใต้วัดโสธร แสดงฤทธิ์ผุดขึ้นให้ชาวบ้านบางนั้นเห็น ชาวบ้านได้ช่วยกันฉุดขึ้นฝั่งทำนองเดียวกับ ชาวสัมปทวนแต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า ” บางพระ ” มาจนทุกวันนี้

จากนั้นพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้แผลงฤทธิ์ ลอยทวนน้ำวนอยู่ที่หัวเลี้ยวตรง กองพันทหารช่างที่ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา และแสดง ปาฏิหาริย์จะเข้าไปในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกอง พันทหารช่างนั้นสถานที่พระลอยวน อยู่นั้นเรียกกันว่า ” แหลมหัววน” และคลองนั้น ก็ได้นามว่า คลองสองพี่น้อง (สองพี่สองน้อง) หลังจากนั้นองค์พี่ใหญ่ได้แสดงอิทธิปาฏิหารย์ไปลอย อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชน ประมาณสามแสนคนช่วยกันฉุดอาราธนาขั้นฝั่งก็ไม่สำเร็จแล้วล่องเลยไปผุดขึ้นที่ลำน้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ประชาชนชาวประมง อาราธนา ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านแหลม ทุกวันนี้เป็นที่บูชานับถือกันว่าเป็นพระศักดิสิทธิ์เท่าๆ กับหลวงพ่อโสธร ส่วนองค์สุดท้อง ล่องลอยไปผุดขึ้นที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการและชาวบางพลีได้อัญเชิญประดิษฐานอยู่ที วัดบางพลีใหญ่ในอำเภอบางพลี ก็ปรากฏว่ามีผู้คนเคารพนับถือมาก พระพุทธรูปหล่อองค์กลาง นั้นคือ หลวงพ่อโสธร เมื่อลอยตามน้ำมาจากหัววน ดังกล่าวแล้วมาผุด ขึ้นที่ท่าหน้าวัดโสธร กล่าวกันว่า ประชาชนจำนวน มากทำการบวงสรวงแล้วเอาด้ายสายสิญน์คล้อง กับพระหัตถ์หลวงพ่อโสธร อัญเชิญขึ้นมาบนฝั่งนำ ไปประดิษฐาน ในวิหารสำเร็จตามความประสงค์ แล้วก็จัดให้มีการฉลองสมโภชและให้นามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อโสธร
องค์หลวงพ่อโสธร< จริงในสมัยที่ได้มาเดิมนั้นเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทอง สัมฤทธิ์ปางสมาธิเพ็ชรหน้าตักกว้าง ศอกเศษ ทรงสวยงาม ต่อมาพระสงฆ์ในวัดเห็นว่ากาลต่อไปภายภาคหน้า ฝูงชนที่มี ตัณหา และโลภะแรงกล้า มีอัธยาศัยเป็นบาปลามก หมดศรัทธาหา ความเลื่อมใสมิได้ จักนำเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียไม่เป็นการ ปลอดภัย จึงพอกปูนเสริมให้ใหญ่หุ้มองค์จริงไว้ภายในดังปรากฎ ในปัจจุบันนี้ สถานที่ตั้งวัดโสธรตั้งอยู่ในสมัย แรกนั้น ทางบกเป็นป่า หมู่บ้านมีน้อย คมนาคมไม่สะดวก เมื่อหลวงพ่อมาประดิษฐานอยู่ที่ วัดโสธร แล้วประชาชน ชาวเรือ รู้จักนับถือกันมากเพราะการไป มาสะดวกกว่าทางบกมี เรือไปมาไม่ขาด ชาวเรือค้าขายนับถือ ว่าถ้าบอก ขอต่อหลวงพ่อโสธรแล้ว สินค้าก็จะซื้อง่าย ขาย คล่องเป็นเทน้ำเทท่า เรือแพที่ผ่านไปมา ในแม่น้ำพอถึงตรง โบสถ์ หลวงพ่อโสธรก็วักน้ำเอาน้ำในแม่น้ำซึ่งนับถือว่าเป็นน้ำมนต์หลวงพ่อดื่มบ้างลูบศีรษะ บ้างล้างหน้าและ ประพรม เรือและสินค้าในเรือ ดังได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนทางบกประชาชนรู้จักนับถือยังไม่แพร่หลายเพราะ การคมนาคม ไม่ สะดวกผู้ใดเจ็บป่วย ก็มาขอความ คุ้มครองจากหลวงพ่อโสธรและได้ผลสมความปรารถนาเป็น ส่วนมากกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อโสธรได้แผ่ไพศาล ไปในถิ่นต่างๆ

ตลาดน้ำวัดอินทาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

วัดอินทาราม เป็นวัดเก่าแก่ ดูได้จากโบสถ์โบราณที่ผ่านกาลเวลามาเกินร้อยปี สิ่งวิเศษของวัดนี้คือพระประธานในโบสถ์อายุกว่า 300 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผมมาที่นี่แล้วอิ่มเอมใจ เริ่มจากเดินลงไปกราบพระพุทธรูปโบราณอันน่าสักการะ จากนั้นออกมาเดินชมความงามของโบสถ์ที่เก่าและคลาสสิคมากสำหรับคนชอบของเก่าๆ อย่างผม ที่กรุงเทพฯ ก็มีวัดอินทาราม อยู่ตรงบางขุนพรหมหน้าแบงค์ชาติ มีหลวงพ่อโตองค์ยักษ์สูงเท่าตึกยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ ที่นี่นั้นพระประธานที่ว่าอายุกว่า 300 ปี ก็นามว่าหลวงพ่อโตเช่นกัน

เดินผ่านลานซีเมนต์มาจะพบเจอซุ้มขายของที่ชาวสวนที่อยู่บ้าน แถวนี้นำมาขาย มีส้มโอ ขนมหวาน ผลไม้และอื่นๆ ในราคาที่ประหยัด งดงาม และน่าซื้อหา ผมติดใจที่นี่ที่สุดก็คงเป็นเรื่องอาหาร มาครั้งแรก สั่งก๋วยเส้นใหญ่และข้าวขาหมูของลุงป้าสองผัวเมียอายุมากที่ขายอยู่ใกล้สะพาน ลุงป้าสองท่านนี้น้ำใจใสซื่อและกิริยาน่ารัก มีไมตรีนัก ทำอาหารให้ทานแนวบ้านๆ ชอบจัง มาครั้งที่สองก็ไปนั่งบนศาลาริมน้ำที่คล้ายๆ โป๊ะ คราวนี้สั่งหอยทอดจากในเรือมากิน ตามด้วยกวยจั๊บ รสชาติหอยทอดนั้นสุดยอดไปเลย บรรยากาศแถวนี้สงบร่มรื่น มองไปฝั่งตรงข้ามคลองก็มีต้นมะพร้าวและต้นไม้อื่นขึ้นอยู่เต็มแซมบ้านเรือนผู้คน ถ้ามาถูกจังหวะอาจได้ดูการแสดงนาฏศิลป์ของเด็กนักเรียนด้วย

มาที่นี่แล้วหลงรักอย่างบอกไม่ถูก ได้อยู่กับชาวบ้านแท้ๆ ผู้ซึ่งไม่ไยดีกับโลกมากนัก บรรยากาศแถวนี้เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง มันเก่าๆ บ้านเรือนแบบเก่าๆ เดิมๆ ลำคลองสะอาด ผู้คนไม่วุ่นวายมาก วัดเก่าๆ มันเหมือนเรามาในโลกใบเก่าที่รอบกายเรางดงามไปหมด ปกติคนภายนอกจะไม่รู้จักที่นี่ ยกเว้นคนที่เหมาเรือจากอัมพวามาเที่ยวในลำคลองและสวนลิ้นจี่ ผมรู้จักที่นี่ด้วยความบังเอิญ คือขับรถจากอำเภอวัดเพลง จะเข้าอัมพวา แทนที่จะวิ่งทางสายหลัก ผมก็ขับรถผ่านสวน ซื่งถือว่าเป็นทางลัด จนผ่านป้ายแนะนำตลาดน้ำวัดอินทาราม แล้วก็คลำถามทางชาวบ้านมาเรื่อยจนเจอวัด เมื่อเจอแล้วก็ได้พบสิ่งที่งดงามพิสดารอย่างเหลือเกิน ขากลับก็ยังไม่อยากกลับเส้นที่รถวิ่งกันทั่วไป จึงขับรถข้ามสะพานหน้าวัดผ่านสวนลิ้นจี่ไปจนถึงสามแยกใกล้วัดบางกุ้ง แล้วค่อยเลี้ยวขวาไปอัมพวา

คนส่วนใหญ่คิดว่าจะใช้ชีวิตให้ตื่นเต้นท้าทาย ต้องแบกเป้เที่ยวเมืองนอกแบบลุยเดี่ยวเท่านั้น ผมว่ามันไม่ใช่ จะขี่มอเตอร์ไซต์ รถยนต์ ขับเรือ Yacht หรือขับเครื่องบิน ขอเพียงเรามีใจที่ชอบความท้าทาย อยากลองเส้นทางใหม่ๆ อยากรู้จักสิ่งแปลกๆ อยากไปในที่ที่ไม่ค่อยมีคนไป คุณก็สามารถใช้ชีวิตแนวผจญภัยแบบนี้ได้เช่นกัน ซึ่งผมว่ามันให้ผลตอบแทนที่สูงพอสมควร.

วัดบางแคน้อย อุโบสถไม้สักแกะสลักแห่งเดียวในเมืองไทย

ชีวิตประจำวันในเมืองหลวงใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร บางครั้งบางคราวก็อาจจะวุ่นวายสับสนมากเกินไป พอได้มีเวลาว่างหรือมีวันหยุดบ้าง ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เชื่อว่าเกือบจะทุกคนคงอยากจะหลบมุมไปหาสถานที่สงบๆ และเรียบง่ายให้ตัวเองได้ผ่อนคลายบ้าง การเข้าวัดวาเพื่อทำบุญทำทานบ้างก็คงจะช่วยให้จิตใจสงบได้ไม่น้อย ครั้งนี้เราจึงขออาสาพาทุกคนไปเที่ยวที่ “วัดบางแคน้อย” บางทีการได้มาไหว้พระขอพร อาจทำให้เราได้หยุดมองตัวเองบ้าง สติสตังจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว ดังคำพระที่ว่า “สติมา ปัญญาเกิด”

เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี ก็มาถึงวัดบางแคน้อย ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดบางกุ้งมากนัก หรือจะว่าไปแล้วก็คงต้องบอกว่าอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับตลาดน้ำอัมพวา อุทยาน ร. 2และค่ายบางกุ้ง ก็คงไม่ผิด ถ้าใครมีเวลาว่าง 1 วัน จะค่อยๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ก็คงจะเที่ยวได้ทั่วพอดี แต่ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับวัดบางแคน้อยแห่งนี้กันก่อนดีกว่า วัดบางแคน้อยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2441 โดยคุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้าง วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองเป็นที่สะดวกแก่การสัญจรไปมาในอดีต เดิมอุโบสถของวัดสร้างอยู่บนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ริมแม่น้ำ ต่อมาได้มีการบูรณะอุโบสถขึ้นใหม่อีกหลายครั้ง จนครั้งล่าสุด โดยพระครูสมุทรนันทคุณ (หลวงพ่อแพร) ได้มีการสร้างอุโบสถหลังปัจจุบันขึ้น ซึ่งปัจจุบันวัดบางแคน้อยได้รับการบูรณะอย่างดี มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย