วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี


วัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อยู่ที่ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 4

วัดใหญ่สุวรรณาราม อยู่ที่ถนนพงษ์สุริยา ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 1 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ โดยพระสุวรรณมุนี หรือสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) ได้มีการบูรณะทั้งอาราม นับเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และสำคัญ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการบูรณะในสมัยพระครูมหาวิหาราภิรักษ์ (พุก) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งพระพุทธรัชกาลเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงชมเชยไว้ในพระราชหัตถเลขาไว้มาก

ปัจจุบันวัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเพชรบุรี โดยถือเป็นวัดที่มีความยิ่งใหญ่และอลังการทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี ตลอดถึงฝีมือสกุลช่างหลายแขนง ฝากผลงานไว้ในโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังภายพระอุโบสถและศาลาการเปรียญ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ซึ่งควรค่าแก่การศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ และทัศนศึกษาวัดหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

วัดไผ่โรงวัว

วัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยสถาปัตยกรรมปูนปั้นสวรรค์ – นรก ที่แสดงภาพบาปบุญคุณโทษให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากรูปปั้นมากมายที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว ภายในวัดยังมีพระพุทธโคดม พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 17 ปี (พ.ศ. 2502-2519) และพระกกุสันโธ พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาว ปางมารวิชัย สูง 28 วา 2 ศอก หน้าตักกว้าง 20 วา เป็นดั่งสัญลักษณ์ของวัดที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล เวลาเปิด : เปิดทุกวัน 07.00 – 18.00 น. ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม ที่ตั้ง : ม.11 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 72110 ติดต่อ : โทร. 035-584091, 035-584090, 035-584091, 035-584603, 087-1195374 การเดินทาง : จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 เลี้ยวซ้ายตรงสามแยกไปวัดไผ่โรงวัว – อ.สองพี่น้อง ตรงไป 14 กม. ทางเข้าวัดจะอยู่ขวามือ

 

วัดป่าเลไลย์

วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ สุพรรณบุรีชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดป่า เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหาร วัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมาย พระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบ สมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้าง ในสมัยที่ เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะ วัดป่าเลไลยก์ภายหลัง พ.ศ. 1724

วัดป่าเลไลยก์ เป็นที่คุ้นของคนทั่วไป เนื่องจากปรากฎอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนแผนเมื่อเยาว์วัย ได้มาบวชเรียนที่วัดนี้ในชื่อว่าเณรแก้ว ความสำคัญของวัดป่าเลไลยก์ตามที่พรรณาไว้ใน เสภา เรื่องขุนช้าง ขุนแผน ด้านหน้าของพระวิหารจึงมีรูปปั้นของขุนแผน และนางพิมตั้งอยู่

ที่วัดแห่งนี้ประชาชนนิยมมานมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่น เห็นแต่ไกลเป็นพระพุทธรูป ปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิมีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูป ปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือน พระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอน ต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรม สารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน 36 องค์ หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของ ประชาชนใน จังหวัดสุพรรณบุรี

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่โบราณกาล ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแลโปรดให้บูรณะวัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ. 1724 แสดงว่าแสดงว่าวัดนี้ได้สร้างมาแล้วก่อนหน้านั้น องค์พระประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สูงใหญ่ มองเห็นเด่นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปาง ป่าเลไลยก์ขนาด ใหญ่สูง 23 เมตรเศษ สร้างตามแบบศิลปอู่ทองรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นศิลปะฝีมือสกุลช่างอู่ทองแท้ ๆ เดิมทีองค์พระ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระหัตถ์ขวาหัก ช่างได้สร้างวิหารครอบ โดยให้ผนังวิหารชิดกับพระ หัตถ์ขวา ส่วนทาง พระหัตถ์ซ้ายให้มีที่ว่าง ด้านหลังองค์พระสร้างชิดกับผนังวิหารทำให้แข็งแรง นับเป็นความ ชาญฉลาดของ ช่างเป็น อย่างยิ่ง มีผู้สันนิษฐานว่า เดิมเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง พระกรทั้งสองข้างหักหายไป ผู้ที่มาบูรณใหม่ได้ทำเป็นปางป่าเลไลยก์ตามที่นิยมกันในสมัยหลัง ลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้าย วางคว่ำบนพระชานุข้างซ้าย พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุข้างขวาในท่าทรงรับของถวาย พระวิหารที่สร้าง ครอบองค์พระ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จะเห็นว่าที่หน้าบันของพระวิหาร มีพระราชลัญจกร ประจำพระองค์ คือเป็นรูปพระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ปรากฎอยู่ งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ มีปีละสองครั้ง คือในวันขึ้น 5-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ วัดข่อย

พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ ตั้งอยู่ที่ วัดข่อย เป็นศาสนสถานที่มีการนำงานศิลปะชั้นสูงของช่างเมืองเพชร หรือเรียกว่า ช่างสิบหมู่ มาเป็นส่วนร่วมสร้างอาคาร เพื่อเทิดทูนบูชาพระพุทธศาสนาให้เกิดความสวยงามตามความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จนเรียกได้ว่า เป็น พุทธสถานศิลป์ หนึ่งเดียวในโลก แนวคิดในการก่อสร้างเริ่มจากปี 2548 โดยพระวัชรวิชญ์ สิริปัญโญในสมัยนั้นยังเป็น ฆราวาสได้มีโอกาสเห็นผ้ายันต์ฉิมพลีของ วัดท่าไชยศิริ อ.บ้านลาด จึงจินตนาการต่อว่าภาพบนผืนผ้ายันต์เสมือนวิมานบนสวรรค์หากมี โอกาสสร้างให้เป็นจริงดิน ต่อมาในปี 2554 จึงได้เริ่มแนวคิดที่ว่านี้สร้างถาวรวัตถุแห่งนี้ขึ้น เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมกับเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา โดยมูลค่าการก่อสร้างกว่า 24 ล้านบาท สถาปัตยกรรมของพรธาตุฉิมพลีฯ ดูแตกต่าง เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐี เป็นทรงอาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีลักษณะคล้ายผ้ายันต์ที่ผนังอาคารเต็มไป ด้วยอักขระพิเศษ มีพระพุทธรูปประจำอยู่ 4 ทิศ ขนาดฐานยาวด้านละ 18 เมตร ความสูงจากฐานถึงยอดพระธาตุ 27 เมตร มีจำนวน 3 ชั้น ด้านชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ

ทุกทิศของฐานพระธาตุ จะมีรูปปั้นเป็นหน้ายักษ์ ลิง พราหมณ์ และรูปล้อนักการเมือง และกีฬา แบกฐานขององค์พระธาตุเอาไว้ สื่อถึง พระพุทธศาสนาที่ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมอุปภัมถ์ไปพร้อมกัน ชั้นที่สอง ประดิษฐานพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ และยังคงลวดลายยันต์ โภคทรัพย์ที่ผนังทั้ง 4 ด้าน มีบันไดทางขึ้นริมด้านขวาหลังพระธาตุ แต่ชั้นสองนี้อนุญาตเพศชายขึ้นไปได้เท่านั้น ชั้นที่สาม ซุ้มเรือนยอด ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ในบุษบก 5 ยอด ลงรักปิดทอง ชั้นนี้ไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปและฆราวาส ขึ้นไป

ภายในพระธาตุมีพระประธาน 3 องค์ พระพุทธเศรษฐีนวโกฏิด้านซ้าย, พระพุทธมิ่งมงคล ตรงกลาง, พระสิวลีมหาลาภร่มเย็น ทางด้านขวา ข้างบนเพดานเห็นผนังทั้งสี่ด้านแกะสลักเป็นตัวอักขระขอมบท พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เหนือบริเวณพระประธาน ซึ่งเป็นยันต์ของ หลวงพ่อทองศุข แห่งวัดโตนดหลวง ยันต์พรหมสี่หน้า และยันต์หงส์มหาเสน่ห์ หรือหงส์เรียกทรัพย์ มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมากเชื่อว่า หากผู้ใดมาสักการะบูชาจะได้พบแต่ความเจริญ สมหวังในหน้าที่การงาน และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ตัวผู้สักการะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน แห่งความดี ส่วนบรรยากาศรอบบริเวณพระธาตุฯมีรูปปั้นจำลองของมักกะลีผลแขวนบนต้นไม้เป็นเพศชายซึ่งแตกต่าง จากมักกลีผลทั่วไป ที่เป็นเพศหญิง ส่วนสาเหตุที่สร้างเป็นเพศชายนั้นก็เพื่อให้ญาติโยมที่มาเที่ยวมาไหว้พระเห็นแล้วแปลกใจถือว่าคลายเครียดไปด้วย

วัดถ้ำพุหว้า

วัดถ้ำพุหว้า ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ตัววัดเป็นศิลปะแบบขอมประยุกต์ที่สวยงาม เป็นวัดป่าอยู่ในอ้อม กอดของขุนเขามีบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบเหมาะแก่การวิปัสสนาและสงบจิตใจแต่เดิมวัดแห่งนี้มีถ้ำเป็นอุโบสถ แต่ปัจจุบันได้รับการ บูรณะให้สวยงามอลังการด้วยการสร้างอุโบสถหินทรายมีการแกะสลักลวดลายรอบอุโบสถได้อ่อนช้อยงดงามครอบตัวถ้ำเอาไว้ เมื่อเดิน เข้าไปในพระอุโบสถก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำซึ่งภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาติมีปล่องแสงภายในถ้ำเพื่อให้แสงส่อง ลงมา มีพระพุทธรูปหลายองค์ รวมถึงพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสหภาพเมียนมาร์ประดิษฐานไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้สักการะบูชา มีพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานเป็นองค์ประธาน ใกล้กับพระอุโบสถยังมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อให้ พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้อีกด้วย

วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สามารถรองรับคนได้ถึง 500 คน มีทั้งอาคารที่พัก ห้องนอน โรงอาหาร ห้องน้ำ และฐานผจญภัย ต่างๆ พร้อมวิทยากรฝึกอบรม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาสักการะ เยี่ยมชมอุโบสถถ้ำเป็นจำนวนมาก วัดถ้ำพุหว้าเปิดให้เยี่ยมชมทุกวันโดยไม่เสียค่าเข้าชม
การเดินทางไปยังวัดถ้ำพุหว้า
สามารถใช้เส้นทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกาญจนบุรี-บ้านเก่าเลี้ยวซ้ายบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่-วังลาน อีก 6 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด หรือ ข้ามแพขนานยนต์ที่ท่าน้ำหน้าเมืองเดินทางผ่านวัดถ้ำเขาปูน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จากนั้นเลี้ยวขวาที่บริเวณระหว่างหลักกม.ที่ 49-48 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่-วังลานอีก 5 กม.ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด

วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี สิ่งที่สะดุดสายตาของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัด เพื่อกราบนมัสการพระธาตุ ก็คือ ความใหญ่โตกว้างขวางของวัด และพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรีตัวองค์ พระสวยงามประดับ ด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ เมื่อเดินทางมาถึงด้านบนก็พบกับความสดชื่นของลมที่พัดเย็น และแรงทีเดียว มองไปด้านล่างเห็นเป็น ทุ่งนา เขียวขจี

นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท องค์พระเจดีย์เป็นสีอิฐทั้งองค์ แบ่งเป็นชั้นต่าง ๆ หลายชั้น แต่ละชั้นจะ ประดิษฐาน พระพุทธรูปต่าง ๆ มากมาย จนถึงชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศ อินเดีย และยังมีวิหารต่าง ๆ ให้เข้าไปสักการะพระพุทธรูปและชื่นชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังภายใน เมื่อชมจนทั่วแล้ว ก็ลงไป ข้างล่างเพื่อเข้าถ้ำเสือ เป็นถ้ำขนาดเล็กอยู่บริเวณเชิงเขาด้านล่าง ภายในประดิษฐานพระประจำวันเกิด และจำหน่ายวัตถุมงคล