วัดเขารูปช้าง พิจิตร

วัดเขารูปช้าง ตั้งอยู่ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โบราณสถานของวัดเขารูปช้างที่มองเห็นเด่นเป็นสง่า คือ เจดีย์แบบลังกา ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีหินสีขาว ซ้อนกันมองดูคล้ายรูปช้าง เจดีย์แต่เดิมเป็นเจดีย์เก่ามาก่อนต่อมาทางวัดได้ ปฏิสังขรณ์ ขึ้นใหม่โดย ได้ประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์ มีรั้วรอบองค์เชิงบันไดทางขึ้น รูปปั้นโขลงช้าง 5 เชือก บนยอดเขาสามารถมองวิวทิวทัศน์ ของเมืองพิจิตรได้แบบ 360 องศา ซึ่งจะมองเห็นไร่นาของชาวบ้านรวมถึงเส้นถนนที่ตัดมายังวัดด้วย


ประวัติวัดเขารูปช้าง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัดเขารูปช้าง ได้สร้างขึ้นปี พ.ศ.2244 พร้อมกับวัดโพธิ์ประทับช้าง ในสมัยพระศรีสรรเพ็ชรที่ 8 หรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา โดยสมุหนายกผู้ควบคุมไพร่พลโยธามาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างตามพระราชประสงค์ได้มาพบ ภูเขาส่วนยอดมีลักษณะเหมือนรูปช้างห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะที่จะสร้างวัด สร้างที่พักอยู่บนที่สูงเพื่อตรวจภูมิประเทศ ดูแลความปลอดภัยของไพร่พล เมื่อสร้างเสร็จแล้วให้ชื่อว่า“วัดเขารูปช้าง”ตามลักษณะหินสีขาวที่ซ้อนกันอยู่เป็นรูปช้างคุกเข่าบน ยอดเขามีลักษณะการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป พระปรางค์เจดีย์ เป็นแบบสมัยอยุธยาต่อมาประมาณ พ.ศ.2300 ได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้บนส่วนหัวของรูปช้างในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือรัชกาลที่ 4 ในสมัยยังทรงผนวชเป็นภิกษุ ได้เสด็จธุดงค์เมืองนครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย สวรรคโลก และอุตรดิตถ์ ทรงแวะประทับที่วัดเขารูปช้างเพื่อร่วมฉลองวิหารวัดเขารูปช้าง มื่อวันที่ 22–26 มกราคม 2376 นับได้ว่า วัดเขารูปช้างแห่งนี้ พระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้สร้าง และพระเจ้าแผ่นดินยังได้ทรงมาประทับร่วมฉลองวิหารอีกด้วย จึงถือว่างานประเพณี ปิดทองไหว้พระ วันเพ็ญเดือนก็นับเริ่มตั้งแต่นั้นมา นับเป็นเวลากว่าร้อยปีในระยะเวลาถัดมา วัดเขารูปช้างได้รับการพัฒนาให้มีความเจริญขึ้นมาตาม ลำดับเท่าที่ทราบเริ่มจากในสมัยของพระเดชพระคุณพระครูพิพัฒน์ธร รมคุณ หรือหลวงพ่อเตียง สมัยพระครูวิเวกธรรมมาภิรมย์ หรือหลวงพ่อเทิ้ม และสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางไปวัดเขารูปช้าง
วัดเขารูปช้างตั้งอยู่ก่อนเข้าเมืองพิจิตร ในเส้นทาง ถนนหมายเลขที่ 113 ตามเส้นทางสายพิจิตร – ตะพานหิน ระยะทางห่างจาก ตัวอำเภอประมาณ 15 กิโลเมตร เมื่อมาถึงวัดด้านล่างจะมีถนนตัดไปจนถึงบันไดนาค จากนั้นเดินเท้าขึ้นบันไปยังเจดีย์อีก 136 ขั้น บริเวณทางขึ้นมีที่จอดรถอยู่ใกล้กับมณฑปพระพุทธบาท

วัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่บนเขาดาวดึงส์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดคีรีวงศ์มีองค์มหาเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์คือพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งเป็นทองเหลืองอร่าม ไปทั้งเจดีย์ เมื่อขึ้นไปถึงฐานพระเจดีย์ชั้น 4 จะมองเห็นภูมิทัศน์อันสวยงามของเมืองนครสวรรค์ในระยะไกลประมาณ 10กิโลเมตร ถ้ามองไปทางทิศตะวันออก จะมองเห็นเขากบ บึงบอระเพ็ด และตลาดปากน้ำโพ หากมองไปทางทิศใต้ จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นแม่น้ำ เจ้าพระยา ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ และเขาจอมคีรีนาคพรต หันไปทางทิศตะวันตก จะเห็นภูเขาน้อยใหญ่ ทอดตัวตระหง่าน อยู่เป็นช่วง ๆ โดยมีภูเขาหลวงเป็นฉากกั้นยามพระอาทิตย์อัสดง จะเป็นภาพที่งดงามชวนให้หลงใหลในภาพที่ธรรมชาติตกแต่งขึ้น


พระจุฬามณีเจดีย์ เป็นองค์เจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านในเจดีย์ มีทั้งหมดสี่ชั้น ด้านหน้าบนฐานชั้นแรกเป็นที่จุดธูปเทียนบูชา ชั้นที่สองจะมี รูปหล่อเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของพระชื่อดังหลายองค์ เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง 12 ราศี, พระพุฒาจารย์โตวัดระฆัง ,หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้, หลวงพ่อสดวัดปากน้ำและอีกหลายองค์ ให้ประชาชนกราบไหว้และปิดทองเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเองถือว่า มีรูปหล่อพระเกจิที่สำคัญเกือบทุก รูปเลยก็ว่าได้และ ทางด้านข้างในชั้นสองนี้ ก็มีวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างวางไว้ภายในตู้ให้ผู้ที่สนใจ เช่าบูชาติดตัวกลับไปที่บ้านมีหลายอย่างหลายพุทธคุณ
ชั้นที่สามพระจุฬามณีเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของเมืองไทยไว้ไห้ ประชาชนได้กราบไว้บูชามีพระแก้วมรกต ,พระพุทธชินราช ,พระพุทธโสธร,พระพุทธรูปวัดไร่ขิง นอกจากนั้นยังมีการทำบุญถวายสังฆทานกับพระอาจารย์ ทางด้านในอีกด้วย ขึ้นไปทางชั้นบนสุดของมหาเจดีย์ ภายในโดมเจดีย์ จะมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง เกี่ยวกับพุทธประวัติสวยงามมาก ๆ ตรงกลางจะ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนแท่นเจดีย์องค์เล็ก เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาภายในสวย มาก ๆ ทางด้านนอกจะมีรูปเหมือน หลวงพ่อมหาบุญรอด ซึ่งเป็นพระที่สร้างมหาเจดีย์แห่งนี้ พร้อมกับ ประวัติของท่าน เชิญนมัสการกราบไหว้องค์หลวงพ่อท่านก่อนที่จะชม วิวสวย ๆเมืองนครสวรรค์และรับกับอากาศดี ๆ ที่แสนจะสบายครับ
องค์พระเจดีย์ชั้น 4มองเห็นวิวของเมืองนครสวรรค์ได้ในมุมกว้าง โดยจะมองเห็นบึงบอระเพ็ด ควรมาชมวิวช่วงเช้าและเย็น เห็นวิวสวย มาก เป็นสถานที่ที่เหมาะในการปฏิบัติธรรมอีกแห่งหนึ่ง เป็นมหาเจดีย์ที่สร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่และสวยงามด้วยศิลปกรรมที่น่าชื่นชม พร้อมกันนั้นยัง ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ของเมืองไทยไว้มากมาย มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ ได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย วัดคีรีวงศ์ เป็นที่ตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จังหวัดนครสวรรค์ในความอุปถัมภ์ของ กรมการศาสนา เป็นที่ตั้งอุทยานการศึกษา ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ และเป็นสำนัก ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 1วัดคีรี-วงศ์มี เจ้าคุณพระวิกรมมุนี (พระมหาบุญรอด ปญฺญาวโร ป.ธ.5) รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นปฐมเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519ถึงปัจจุบัน

การเดินทางไปวัดคีรีวงศ์

เขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่ที่ ถนนมาตุลี และถนนดาวดึงส์ ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ทางขึ้นไปยอดเขาเป็นทางคอนกรีตอย่างดีถนนกว้าง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เดินทางสะดวกสบาย ประตูทางเข้าด้านล่างเปิด 7.00-18.00 ทุกวัน รถบัสขนาดใหญ่ก็ขึ้นได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 056-222009,056-226199 หรือโทรไปที่ 056-514982 เดินทางมาบนถนนหมายเลย 1 มุ่งตรงเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ ใช้ถนน นครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวา ไปประมาณ 1กิโลเมตร จะถึงทางขึ้นเขาดาวดึงส์

เดินทางโดยรถประจำทาง มีรถวิ่งจากขนส่งกรุงเทพเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ สายกรุงเทพ-นครสวรรค์ และอีกหลายสายในภาคเหนือ ทุกวัน จากนั้นใช้บริการรถท้องถิ่นขึ้นไปยังเขาดาวดึงส์

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้าน ตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ. 2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่อ อิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าได้ รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริต เดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกันวัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น

 

จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหา อุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542


ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ตามประวัติ พระธาตุองค์นี้ สร้างโดย มเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่ 20 เจ้าผู้ครองนครน่านอีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุ โดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง
กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปีพ.ศ.2523 ด้วยความเป็นวัดที่อยู่บนเขาสูงจึง เป็นจุดชมทิวทัศน์ ที่สวยงาม อยู่ตรงลานปูน พระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรี ศรีเมืองน่าน สร้างเมื่อปีพ.ศ.2542 ถีอเป็นจุดเดียวที่เห็นเมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขา น้อยใหญ่ ตั้งทะมึน โอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้ เราเห็นชัด ถึงลักษณะการตั้งเมือง ของทางภาคเหนือ ที่มักเลือก ทำเลที่ตั้ง บนที่ราบลุ่ม และหุบเขาด้วย

การเดินทางไปวัดวัดพระธาตุเขาน้อย

1.โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางเดียวกับวัดพญาวัด แต่เลยไปอีกราว 2 ม. ขึ้นเขาไป ก็จะถึงยอดเขาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด

งามแต๊เจ้า วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม จ.แพร่

ศิลปะล้านนา ถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสิ่งปลูกสร้างของภาคเหนือ โดยเฉพาะศาสนสถาน อย่างวัดวาอาราม วันนี้ travel.mthai.com ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม วัดที่งดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมในแบบฉบับล้านนา ยิ่งใหญ่อลังการด้วยพระนอนที่มีรูปลักษณ์แปลกตา น่าค้นหา รวมถึงยอดเจดีย์น้อยใหญ่ ที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสความประทับใจ

งามแต๊เจ้า วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม จ.แพร่

วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2527 โดยพระครูวิฑิตพิพัฒนาภรณ์ หรือ พระครูบามนตรี ธมฺมเมธี เจ้าอาวาส ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยน้ำพริก หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ห่างจากรุงเทพฯ 527 กิโลเมตร อยู่ริมถนนหมายเลข 101 เด่นชัย-ลำปาง ห่างจากสามแยกเด่นชัยประมาณ 5 กิโลเมตร ผ่านค่ายทหาร ม.พันสิบสองหรือค่ายพญาไชยบูรณ์ เป็นวัดบนยอดม่อนโทนสูงราว 20 เมตร เนื้อที่ราว 25 ไร่


ที่นี่เป็นที่รวมยอดงานศิลปะ และจำลองงานศิลป์ชั้นยอดของล้านนา จากหลายแหล่งหลายจังหวัดทั้งในไทยและสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของจีน มารวมไว้ในที่เดียว น่าทึ่งไปกว่านั้น งานรวบรวมและจำลองของใหม่ เกิดจากแรงผลักดันของเจ้าอาวาสพระครูบามนตรี ธมฺมเมธี ผู้มีฝีมือเก่งกาจงานศิลปะล้านนา ทั้งการหล่อพระ การปั้นและแกะสลักไม้ การไปเยือนวัดนี้จึงดูประหนึ่งไหว้พระในวัดบนเขา และชมของดีเมืองเหนือที่ได้รวบรวมไว้อย่างน่าทึ่ง วิจิตรงดงาม เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเกินกว่าจะประเมินค่าได้

วัดแห่งนี้ ได้รวบรวมความสุดยอดของศิลปะล้านนาไว้ถึง 11 แห่ง ที่นำมาประยุกต์สร้างโบสถ์วิหาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในวัดพระธาตุสุโทนฯ ได้แก่

– ซุ้มประตูด้านหน้าโบสถ์ จากวัดพระธาตุลำปางหลวง
– ซุ้มประตูด้านตะวันออก จากวัดพระธาตุดอยสุเทพ
– ซุ้มประตูด้านตะวันตกจากวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทร์ซึ่งวัดนี้สร้าง จากช่างฝีมือเชียงใหม่ที่พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชแห่งลาวเป็นผู้นำ ไปสร้าง
– ฐานพระอุโบสถรูปซิกแซก วังประทับพระยามังราย จ.เชียงราย
– ประตูและหน้าต่างลวดลายแกะสลัก วิหารลายคำวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
– ปั้นลมลวดลายเก่าศิลปะทางเหนือ จากวัดต้นเกวน อ.สเมิง เชียงใหม่
– นาค 7 เศียร แบบขอม / นางอัปสรปูนปั้น จากวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่
– หอไตร จากวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
– หอระฆัง จากวัดพระธาตุหริภูญชัย
– กุฏิหลังใหญ่สร้างจากไม้สักทองจากบ้านไทยสิบสองปันนาประเทศจีน
– พระบรมธาตุ 30 ทัส ศิลปะเชียงแสนจากวัดพระธาตุนอ(หน่อ) ของพระชนกพระเจ้าเม็งรายมหาราช จากแคว้นสิบสองปันนา

พระธาตุอินทร์แขวนจำลอง

พระธาตุอินทร์แขวนจำลองตั้งอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาโพธิวงศาจริยาราม พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 อ.เมือง จ.แพร่ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีจอนอกจากจะได้สักการบูชา พระธาตุอินทร์แขวนจำลองแล้ว ยังจะได้สัมผัสองค์พระผุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และวัดนี้ ยังตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งโอโซนติดอันดับ 7 ของประเทศไทย มาไหว้พระขอพรแล้ว ยัง จะได้สูดอากาศชั้นดี ช่วยชาร์จพลังชีวิต ภายใน พุทธอุทยานมีเดินทางขึ้นไปนมัสการ พระธาตุอินทร์แขวน ประมาณ 200 เมตร เป็นขั้นบันไดและบางช่วงเป็นทางซีเมนต์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน ได้แก่ พระพุทธชยันตรีมหัศจรรย์ รอยพระพุทธบาท ถ้ำศิลาบรรณคูหา ซึ่งมีร่องรอยของสมบัติ ของคนโบราณ พระพุทธรูป

เจ้าคุณพระวิมลกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร จังหวัดแพร่ ประธานศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาโพธิวงศาจริยาราม พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 จังหวัดแพร่ เล่าถึงความเป็นมาของศูนย์ปฏิบัติธรรมฯว่า เมื่อประมาณ 600 กว่าปี ณ บริเวณแห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีภูเขาหินปูน หินตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ชาวบ้านหรือคนพื้นเมืองเรียกภูเขาว่า ดอย ซึ่งมีชื่อดอยต่างๆ อาทิ ดอยช้างผาด่าน ดอยผานมนาง หรือดอยผาสวรรค์ ดอยป่าซาง ดอยผาหลวง ดอยป่าคา ดอยป่าเปา ดอยผาสามหน่อ ดอยจำปู ดอยถ้ำ เป็นต้น ต่อมาจึงได้มาพัฒนาให้ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของ พระสงฆ์สามเณรและฆราวาส และญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั่วไป ตลอดจนเป็นสถานที่อบรมนักเรียนสามเณรของโรงเรียนพุทธโกศัยวิทยาและโรงเรียนอื่นๆ มีเจ้าคุณ พระวิมลกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นประธานการพัฒนา และป่าไม้จังหวัดแพร่ได้กำหนดเขต โครงการพัฒนาศูนย์ฯ จำนวน 26ไร่ ปีพ.ศ.2553ได้รับหนังสือสำคัญแสดงเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พื้นที่ฟื้นฟูป่าไม้ร่วมกับพระสงฆ์ ใน พื้นที่ป่าไม้เป็นที่พักสงฆ์ศูนย์ปฏิบัติธรรม อาณาเขตส่วนใหญ่เป็นสวนหินงอก หินตั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก
ในระหว่างหินตั้ง หินงอก ทางศูนย์ได้ปลูกกล้วยน้ำหว้า กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ พืชผักสวนครัวอื่นๆเพื่อประกอบภัตตาหาร บนหน้าผาตั้งได้ก่อสร้างเป็นพุทธสถาน มีพระธาตุอินทร์แขวนซึ่งจำลองมาจากประเทศพม่า พระเจ้าชยันตีมหัศจรรย์ พระเจ้าทันใจ พระเจ้าสำเร็จเร็วพลัน พระเจ้าหยกทิพย์ พระไม้ขนุนมงคลคลคีรีศรีภูมิทิพย์ พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียว ของประเทศไทยเป็นแหล่งต้นบุญ ต้นน้ำ ต้นป่าและต้นไม้ ดินแดนโอโซนอันดับ 7 ของประเทศไทย ใครมีโอกาสไป เมืองแพร่ต้อง ไปสัมผัสให้ได้
การเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวนจำลอง

ถ้าเดินทางขึ้นเหนือทางหลวง 101 ทางเลี่ยงเมืองแพร่เลี้ยวขวาไปตามถนน 1101 ทางเดียวกับไปพระธาตุช่อแฮ ก่อนถึงพรธาตุช่อแฮ เลี้ยวซ้ายไปบ้านทุ่งโฮ้ง แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวง 1024 มีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ไม่หลงแน่นอน ถนนตลอดการเดินทางเป็น ถนน ลาดยาง มีทางชันบางช่วง แต่ไม่มาก จากนั้นเลี้ยวขวาขึ้นไปยังพุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ บริเวณวัดมีที่สำหรับจอดรถแต่ ไม่กว้างมาก

อัศจรรย์ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เขาค้อ ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ความโดดเด่นอลังการที่ไม่เหมือนใครนอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาว ก็คือ สีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การไปเยือน

อัศจรรย์ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

คำว่าผาซ่อนแก้ว เป็นชื่อยอดเขาที่ได้มาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านซึ่งมองเห็นลูกแก้วลอยลงมาจากฟ้าก่อนลับหายไปบริเวณถ้ำที่ยอดเขากลายเป็นความเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จลงมาและต่อมาก็เป็นที่ตั้งของ “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” พระพุทธรูปสีขาวซ้อนกัน 5 องค์ มีความใหญ่โตโอ่อ่า ทำให้เกิดภาพอันงดงามแบบหาที่ไหนไม่ได้ ด้วยทัศนียภาพรอบด้านเต็มไปด้วยขุนเขาและเมฆหมอก


– วัดเปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.00น. – 17.00 น.

– ช่วงเวลาเย็นทั่วทั้งบริเวณวัดจะสะท้อนแสงระยิบระยับเป็นภาพที่สวยงาม

– ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือดูคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่ www.phasornkaew.org


การเดินทาง จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจ.สระบุรี และจ.ลพบุรีจากนั้น เลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆทางที่จะไปแยกแคมป์สน มีจุดสังเกตคืออบต. แคมป์สนอยู่ขวามือ ขับตรงไปกลับรถทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านทางแดงข้างๆ อบต. แคมป์สน

วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน เชียงใหม่ วัดที่ราศีเมถุนควรไปไหว้

หลังจากเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2556 อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ ได้มาทำนายทายทักดวงชะตาราศี ประจำปี 2557 ใน รายการศึก 12 ราศี ซึ่งในวีคนี้มี 4 ราศีที่ถูกฟันธง ได้แก่ ราศีเมษ-ราศีกรกฎ โดยระบุให้คนที่เกิดในราศีต่าง ๆ ไปทำบุญไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล ดวงชะตาดีตลอดทั้งปี สุขภาพแข็งแรง อุบัติเหตุแคล้วคลาดปลอดภัยตลอดทั้งปี

และหนึ่งในนั้น คือ ราศีเมถุน โดยให้ชาวราศีเมถุนหาโอกาสเดินทางไหว้พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ ใครอยู่ภาคเหนือไปที่ วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ก็ไปที่วัดบัวขวัญ จังหวัดนนทบุรี ภาคใต้ไปที่ วัดคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่รู้ว่าวัดที่ว่ามีอะไร อยู่ตรงไหน โดยเฉพาะกับ วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน ดังนั้น วันนี้เราจึงพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน กันจ้า
วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน หรือที่เรียกกันว่า วัดบ้านเด่น เดิมชื่อ วัดหรีบุญเรือง อยู่ที่ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2437 ตั้งเด่นบนเนินเตี้ย ๆ สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายใต้เนินนั้นเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ จึงเรียกกันว่า “วัดบ้านเด่น” นอกจากนี้ ภายในวัดยังเต็มไปด้วย ต้นโพธิ์ หรือ ต้นสะหรี ขนาดต่าง ๆ ซึ่งมีความหมายเป็นมงคล จึงมีการนำชื่อดังกล่าวมาตั้งเป็นชื่อวัด อีกทั้งที่ตั้งของวัดยังอยู่ในเขตเมืองเก่าโบราณที่เรียกว่า เมืองแกน ชาวบ้านก็เลยเรียกชื่อวัดนี้เต็ม ๆ ว่า “วัดเด่นสะหรีศรีเมืองแกน” เป็นต้นมา

โดย ครูบาไชยา วัดป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้นิมนต์ ครูบาเทือง นาถสีโล (พระครูไพศาลพัฒนโกวิท) ให้มาเป็นประธานในการก่อสร้างศาสนสถานและศาสนสมบัติทั้งหมดภายในวัดตลอดจนถึงปัจจุบัน และด้วยความที่ครูบาเทืองเป็นพระที่มีปฏิปทา น่ากราบไหว้ จึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้คนทั่วไปร่วมถวายปัจจัยสมทบทุนสร้างศาสนสถานที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักของผู้คนจากทุกสารทิศในเวลาไม่นาน


สำหรับศิลปะภายในวัดวิจิตรตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานล้านนาประยุกต์ โดยครูบาเทืองมีความตั้งใจว่าจะให้เป็นศาสนสถานที่งดงาม แฝงด้วยคติธรรม เป็นอุบายในการดึงคนเข้าวัดเพื่อขัดเกลาจิตใจ และให้เป็นสถานที่พักผ่อนทางจิตใจมากกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งภายในวัดยังเป็นสถานที่นมัสการพระธาตุประจำปีเกิดทั้ง 12 ราศี นอกจากนี้ ยังมี อุโบสถ หอไตร หอกลอง วิหารเสาอินทขิล กุฏิไม้สักทองทรงล้านนา พระวิหาร พระสถูปเจดีย์ และพระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ ฯลฯ ให้กราบไหว้บูชาด้วย

การเดินทาง : วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 30 กิโลเมตร ไปทางเดียวกับเขื่อนแม่งัด อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่-สะเมิง หรือเชียงใหม่-ฝาง

วัดห้วยปลากั้ง


วัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ในตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงรายที่สวยงามตั้งอยู่บนเขา และมีเนินเขารายรอบวัดสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้ คือ ” พบโชคธรรมเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงถึง 9 ชั้น รูปทรงแปลกตาลักษณะเป็นทรงแหลม ศิลปะจีนผสมล้านนา หลังคาสีแดงมีรูปปั้นมังกรทอดยาวทั้งสองข้างบันได ล้อมรอบด้วยเจดีย์ เล็กๆ 12 ราศี วัดห้วยปลากั้งเป็นวัดซึ่งชาวบ้านนับถือและเชื่อกันว่าหากใครได้มาเยือนจะหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระอรหันต์ต่างๆ ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐาน เจ้าแม่กวนอิมแกะสลักจากไม้จันหอมองค์ใหญ่ สาเหตุ ที่เจดีย์ 9 ชั้นนี้ มีชื่อว่า พบโชคธรรมเจดีย์ เนื่องด้วยวัดห้วยปลากั้งแห่งนี้เป็นวัดร้างมาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ทราบประวัติการสร้าง แน่ชัด แต่มาพระอาจารย์พบโชค ติสสะวังโส ได้บูรณะและก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นจำนวนมากจึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของชาวเชียงรายอีกครั้ง

พบโชคธรรมเจดีย์มีทั้งหมด 9 ชั้น ชั้นแรกมีองค์เจ้าแม่กวนอิมปางประทานพรที่มีขนาดใหญ่ แกะสลักด้วยไม้จันทร์หอมที่นำมาจาก ประเทศจีน อินเดีย พม่า ชั้น 2 เจ้าแม่กวนอิมปางประทับยืน ชั้น 3 เจ้าแม่กวนอิมปางประทับนั่ง ชั้น 4 หลวงพ่อพระพุทธโสธรจำลอง ชั้น 5 เจ้าแม่กวนอิมปางพันมือชั้น 6 หลวงปู่โต พรหมรังสี และหลวงปู่ทวด ชั้น 7 พระพุทธรูปปางนาคปรก ถือว่าเป็นชั้นสวรรค์ดาวดึงห์ ปกป้องคุ้มครองปฐพี ชั้น 8 พระสังกัจจายน์หรือพระศรีอริยเมตไตรย เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ประทานทรัพย์ ประทานพร ชั้น 9 พระอิศวร ทางขึ้นจะแคบมากสูงชันต้องระวัง พบโชคธรรมเจดีย์ใช้เวลาในการก่อสร้าง 999 วัน
พบโชคเจดีย์จะมีเจ้าแม่กวนอิมหลายปาง ซึ่งแต่ละปางก็จะขอพรแตกต่างกันไป เช่น เจ้าแม่กวนอิมปางเภสัช ขอพรในเรื่องของ การเจ็บป่วยให้หาย เจ้าแม่กวนอิมปางปราบมารสามหน้า ขออโหสิกรรมในเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร เจ้าแม่กวนอิมปางประธานยศ-ตำแหน่ง เจ้าแม่กวนอิมปางประทานทรัพย์ ประทานในเรื่องติดขัดเรื่องการเงิน ธุรกิจการค้า เป็นต้น บริเวณรอบเจดีย์มีพระธาตุจำลอง ประจำปีเกิดให้สักการะบูชา นอกจากพบโชคเจดีย์แล้ว พระอาจารย์พบโชคสร้างองค์เจ้าแม่กวนอิมตามนิมิตองค์ใหญ่ ที่มีขนาด ความสูง 69 เมตร 23 ชั้น ขึ้นด้วยลิฟท์ ชั้น 22-23 มองเห็นภูมิทัศน์ของเชียงราย นอกจากนี้ยังมี ภัตตาคารพบโชค เป็นโรงอาหาร สำหรับเด็กกำพร้าและคนชราประมาณ 200 กว่าชีวิตที่พระอาจารย์พบโชคท่านอุปการะเลี้ยงดู นอกจากภัตตาคาร พบโชคที่กินฟรี แล้วพบโชคคลีนิคยังรักษาโรคฟรี วัดห้วยปลากั้ง เปิดตั้งแต่เวลา 07.00 น.-21.30 น.ทุกวัน โทร.053-150274, 086-6200647
การเดินทางไปวัดห้วยปลากั้ง
ใช้เส้นทางจากถนนพหลโยธินฝั่งขาขึ้นสู่จังหวัดเชียงราย ผ่านห้าแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำกก ลงสะพานให้ชะลอความเร็ว เลี้ยวซ้ายตรงบริเวณแยกไฟแดงเข้าสู่บ้านใหม่ตำบลริมกก มุ่งหน้าผ่านร้านอาหารเอกโอชาจนเจอ 3 แยก ให้เลี้ยวขวาไปทางตำบลแม่ยาว ผ่านไปประมาณ 1 กิโลเมตร สังเกตุจากป้ายบอกทาง ทางเข้าวัดจะอยู่ฝั่งขวามือของถนน ขับไปตามเส้นทางที่ป้ายบอกไว้ วัดห้วยปลากั้งอยู่ซ้ายมือ

มาเที่ยวชมความงดงามของ วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย กัน

 

เมื่อเราไปถึงเชียงราย จังหวัดเหนือสุดในสยาม เราก็คงคิดถึงธรรมชาติบนดอยที่สวยงาม อย่างเช่น แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และวัฒนธรรมอันงดงาม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไป นั่นก็คือ วัดร่องขุ่น ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ดังนั้นวันนี้ขอพาทุกคนไปชมความงดงามของวัดร่องขุ่นพร้อมทำความรู้จักกับวัดนี้กัน….

วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun)

วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากเดิมมีเนื้อที่3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ

ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัย รักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน
ที่ตั้ง
วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ วัดร่องขุ่นอยู่ก่อนตัวเมืองเชียงรายประมาณ13 กิโลเมตร ตรงสามแยกไฟแดงทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น ซึ่งห่างถนนใหญ่เพียง100 เมตร เท่านั้น

8 เรื่องน่ารู้ของวัดเฉลิมพระเกียรติฯ Unseen Thailand แห่งลำปาง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสุดอันซีนที่มีชื่อเสียงและน่าไปมากก็ว่าได้ สำหรับ “วัดพระบาทปู่ผาแดง” หรือ “วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์” จังหวัดลำปาง สวรรค์บนดินที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างยกย่องให้เป็น 1 ใน Unseen Thailand วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอหยิบเอา 8 เรื่องน่ารู้ของสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอตแห่งนี้มาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันค่ะ

1. วัดพระบาทปู่ผาแดง

“วัดพระบาทปู่ผาแดง” ชื่อทางการคือ “วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์” หรือที่ชาวบ้านเรียก “ดอยปู่ยักษ์” ตามชื่อสถานที่ตั้งของวัด ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านทุ่งทอง หมู่ที่ 7 อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ปัจจุบันมี พระครูสังวรศีลคุณ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง


2. ที่ตั้งของวัดพระบาทปู่ผาแดง

ตัวศาลาของวัดและเจดีย์ต่าง ๆ ซึ่งมีความสูง 815 เมตร จากระดับน้ำทะเล และตั้งอยู่ภายในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยพระบาท

3. สวยงามแบบอลังการในมุม Bird Eye View

ยอดเขาวัดพระบาทปู่ผาแดงมีความสวยงามแบบอลังการในมุมสูง หรือ Bird Eye View สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพมักจะเก็บความสวยงามของวัดจากมุมสูง เช่น การถ่ายจาก เฮลิคอปเตอร์, ใช้โดรนในการถ่ายภาพ-วิดีโอ รวมทั้งสามารถเก็บภาพความสวยงามระหว่างยอดเขาได้ดีอีกด้วย


4. เจดีย์บนยอดเขาเกิดจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน

เจดีย์ประดิษฐานอยู่บนยอดเขามากกว่า 10 องค์ ภายในบรรจุไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างด้วยแรงศรัทธาของพระสงฆ์และชาวบ้าน ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนับ 10 ปี

5. พบรอยพระพุทธบาท

มีรอยพระพุทธบาทตั้งอยู่บริเวณหน้าผาบนยอดเขาสูง ซึ่งการเดินทางขึ้นไปสักการะนั้นเส้นทางมีเพียงบันไดไม้และใช้สองมือช่วยพยุงตัวแล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นไปยังที่ตั้งของรอยพระพุทธบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและอันตรายมากเลยทีเดียว ทางวัดจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นไปบริเวณรอยพระพุทธบาท


6. ชมวิวกว้าง 360 องศา

บนจุดสูงสุดของวัดพระบาทปู่ผาแดงคือจุดชมวิวที่สวยที่สุด สามารถเก็บภาพความงามได้ 360 องศา ซึ่งเบื้องล่างสามารถมองเห็นตัวอำเภอแจ้ห่ม และแม่น้ำสายเล็กขนานไปกับท้องนาสีเขียวได้อย่างสวยงาม รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น ถ้ำผาสวรรค์, ปล่องลมมหัศจรรย์, มีลายหินงามเตาหินปูนแบบโบราณ และบริเวณเดียวกันนั้นจะมีเมืองโบราณที่ชื่อว่าเมืองวิเชตนครอยู่บริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

7. ต้องเดินเท้าขึ้นไปชมความสวยงามของสวรรค์บนดิน

การเดินทางขึ้นไปวัดมีเส้นทางเดียวเท่านั้น คือการเดินเท้าจากบริเวณจุดพักรถดอยผาหมอก (ชั้นสองของวัด) ขึ้นไปถึงยอดมีระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งลักษณะเส้นทางมีทั้งทางเดินธรรมดา ลัดเลาะตามป่า สลับกับบันไดเหล็กที่มีความแข็งแรงในบริเวณโขดหินที่มีความชัน ระหว่างทางจะได้เจอกับความสวยงามของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากมาย จนไปถึงชั้นสามที่เป็นที่ตั้งของเจดีย์

8. การเดินทางเข้าไปวัดพระบาทปู่ผาแดง

สำหรับการเดินทางมาที่วัดพระบาทปู่ผาแดงนั้นนักท่องเที่ยวสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ใกล้ที่สุดเพียงชั้น 1 ซึ่งเป็นชั้นที่ประดิษฐานเจดีย์ทองของวัด และต้องใช้รถที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และคนขับรถที่มีความชำนาญในเส้นทาง พาขึ้นไปบริเวณชั้นสองของวัดจากนั้นต้องเดินทางต่อไปอีก 1 กิโลเมตร