ภาคเหนือวิกฤติปัญหาหมอกควันสูงสุดในรอบปี – เชียงใหม่ฝนตกแต่ไม่ช่วย

พื้นที่ภาคเหนือเผชิญปัญหาหมอกควันหนักสุดในรอบปี ทั้งเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ขณะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จับมือทีมวิจัยจากสถาบันศึกษาในภาคเหนือเปิดตัวโครงการ PEOPLE AQI สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษทางอากาศ พื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่ช่วงวิกฤติหนักที่สุดของปัญหาเรื่องหมอกควัน ไฟป่า ส่งผลให้ค่ามลพิษพุ่งสูงที่สุดในรอบปีนี้แล้ว ทั้งเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ขณะที่เชียงใหม่แม้เมื่อคืนที่ผ่านมาฝนตก แต่แค่บรรเทายังไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ทางจังหวัดแจ้งรับบริจาคน้ำ อาหาร และสิ่งของจำเป็นช่วยเหลืออาสาสมัครดับไฟป่าที่ต้องทำงานหนักในพื้นที่เพื่อช่วยลมหายใจคนทั้งเมือง สถานการณ์หมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่ช่วงที่วิกฤติหนักที่สุดของปีนี้แล้ว เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสะสมตัวของหมอกควัน ทั้งอากาศร้อนที่กดทับชั้นบรรยากาศให้ฝุ่นควันสะสมในพื้นที่ สภาพภูมิประเทศ ที่เป็นหุบเขาและแอ่งกระทะ รวมทั้งปัญหาการเกิดไฟป่าในพื้นที่ ที่ยังรุนแรงแม้จะระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งขอความร่วมมือกับประชาชนกัยอย่างหนักแล้วก็ตาม ข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2561 ณ เวลา 9.00 น. พบว่า ปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่ามี 3 จังหวัดที่ค่ามลพิษเกินค่ามาตรฐาน ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยที่สถานนีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน วัดได้ 185 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก วัดได้ 124 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ แม้จะเกิดฝนตกในพื้นที่อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ก็ช่วยบรรเทาหมอกควันลงมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 135 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สถานี ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 122 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตามในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเร่งดำเนินการควบคุมการเผาอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า และอาสาสมัครดับไฟป่าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ต้องทำงานกันอย่างหนักท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งมีความยากลำบาก ล่าสุดทางจังหวัดได้แจ้งประชาสัมพันธ์ขอเปิดรับบริจาคสิ่งของจากผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือและแบ่งปันน้ำใจทีมอาสาสมัครดับไฟป่าในทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้เสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เข้าดับไฟป่าในพื้นที่ภูเขาสูงชันและยากลำบาก ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งมีความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวด อาหารแห้ง และอุปกรณ์ในการดับไฟ หากผู้ที่ประสงค์จะนำสิ่งของมาบริจาค สามารถแจ้งได้ที่ ศูนย์อำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053 – 112236 ได้ทุกวัน

Continue Reading →

รอง ผบ.ตร. เปิดงานเล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัย 2561 เชิญชวญประชาชนแต่งชุดไทยย้อนยุคเล่นสงกรานต์แบบไท สู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ 30 มี.ค. ที่ถนนข้าวสาร เขตพระนคร กทม. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วยศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง ร่วมกันจัดงานเดินรณรงค์ “เล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัย 2561 Songkran Water Festival Campaign Safe 2018” โดยมีการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน 4 ภาค จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และแบบอย่างเล่นน้ำสงกรานต์ตามประเพณีที่ดีของไทย  sbobet พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงสงกรานต์ได้สั่งตำรวจทั่วประเทศ ระดมกำลังจัดสายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพิ่มจากอัตราการจัดปกติ โดยเฉพาะสายตรวจเดินเท้า ในเขตชุมชน หรือพื้นที่ล่อแหลม และรณรงค์เรื่องการแต่งกายสุภาพสตรีให้สุภาพเหมาะสม เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาการ ลวนลามทางเพศ พร้อมกับพิจารณาประสิทธิภาพการควบคุมสั่งการ ของห้องวิทยุสื่อสารทุกแห่งทุกระดับ  ตรวจสอบความพร้อมของวิทยุสื่อสาร ตลอดจนการทำงานของแอพลิเคชั่น Police I Lert U ให้มีความพร้อม รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การตรวจตู้แดงด้วยระบบ QR Code เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนในห้วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในห้วงวันที่ 1-10 เม.ย. เพื่อปิดล้อมตรวจค้น 10 เป้าหมายสำคัญ ตามแผน พิทักษ์ภัยให้ประชาชน 2561 ทั้งนี้เชิญชวนประชาชนหันมาแต่งชุดไทยย้อนรอยในการเล่นสงกรานต์ตามแบบละครดัง ซึ่งส่งเสริมประเพณีที่ดีงาม ให้คงอยู่ควบคู่ไปกับสังคมไทย และสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลกที่กำลังจะเดินทางมาร่วมเล่นน้ำในเทศกาลที่จะมาถึง

Continue Reading →

คิม จอง อึน พบ สี จิ้นผิง สันติภาพบังเกิดบนคาบสมุทรเกาหลี?

นาย คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางกรุงปักกิ่งของจีน ถือเป็นการเยือนต่างประเทศที่คนทั่วไปรู้ข่าวเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศในปี 2011 สื่อจีนรายงานว่า การหารือกันของนายคิม และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประสบความสำเร็จ และผู้นำจีนเห็นชอบที่จะเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือเช่นกัน ข่าวลือการเยือนจีนของคิม จอง อึน เริ่มจากมีรายงานว่า มีบุคคลสำคัญการเข้าสังคมเดินทางด้วยรถไฟที่คล้ายกับขบวนที่พ่อของนายคิมเคยใช้ในปี 2011 จากนั้นจึงมีการยืนยันว่าบุคคลสำคัญนั้นคือ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นายคิมได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปักกิ่งของจีน จีนเป็นผู้ช่วยเหลือที่สำคัญเพียงรายเดียวของเกาหลีเหนือ แต่ความสำคัญของทั้งสองฝ่ายแย่ลง เพราะโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของนายคิม การเยือนนี้เป็นการบอกชาวโลกว่าจีนและเกาหลีเหนือยังเป็นมิตรต่อกัน สื่อจีนรายงานว่า นายคิม ให้คำมั่นต่อนายสีว่า จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการเตรียมพร้อมของเกาหลีเหนือสู่การเจรจากับเกาหลีใต้ในเดือนเมษายน และการเจรจากับสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม แต่การเยือนนี้ยังส่งสัญญาณว่า จีนต้องการมั่นใจว่า จีนยังคงมีอิทธิพลต่อการเจรจาที่จะเกิดขึ้น  

Continue Reading →

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)

Alfred-Nobel2

อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) (21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน – 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439, ซานเรโม ประเทศอิตาลี) นักเคมีชาวสวีเดน วิศวกร นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium) ประวัติ โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อโอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck – พ.ศ. 2173 – พ.ศ. 2251) และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของ อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 – พ.ศ. 2415) เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง “ตอร์ปีโด” ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน ที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้ “ไนโตรกลีเซอร์รีน” (nitroglycerine) ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดยแอสคานิโอ โซเบรโนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโน หรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบล ครั้งที่รุนแรงถึงชีวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชีวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโนเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้ ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเศร้าชื่อ “เทวฑัณท์” (Nmesis) เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546 ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม ดินระเบิดไดนาไมท์ อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้ค้นพบว่าเมื่อนำสารไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่นผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth – ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า “ไดนาไมท์” และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gun cotton) ได้สารชนิดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2419 และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ ดินส่วนใหญ่ในนั้น เป็นดินที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างจะมีมากอยู่หลายชนิด ทำให้ อัลเฟร็ด โนเบล ประสบความสำเร็จในด้านนี้อย่างมากเลยทีเดียว รางวัล กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า “พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว” และเขียนต่ออีกว่า “ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 ดอลลาร์สหรัฐ 3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณา การตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกับความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว ข่าวลือรางวัลโนเบล การที่ไม่มีรางวัลโนเบลในสาขาคณิตศาสตร์อยู่ด้วยนั้น มีข่าวลือกันในขณะนั้นว่าการที่โนเบลไม่ยอมให้มีสาขาคณิตศาสตร์มีสาเหตุจากผู้หญิง ซึ่งอาจเป็นคู่หมั้นเก่าหรือภรรยาลับที่ปฏิเสธความรักของเขา หรือโกงเขาและจากไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข่าวลือนี้ อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลเป็นคนโสดไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต

Continue Reading →

เซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Sir Tim Berners-Lee)

tim_berners_lee

เซอร์ทิโมที จอห์น เบอร์เนิร์ส-ลี (Sir Timothy John Berners-Lee, OM, KBE, FRS, FREng, FRSA) (8 มิถุนายน พ.ศ. 2498) ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ เวิลด์ไวด์เว็บ ผู้อำนวยการ World Wide Web Consortium (ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาต่อเนื่องใหม่ ๆ เกี่ยวกับเว็บ) นักวิจัยอาวุโสและผู้นั่งในตำแหน่ง ทรีคอมฟาวน์เดอร์สแชร์ (3Com Founders Chair) ที่หอทดลองวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์แห่งเอ็มไอที (CSAIL) เบื้องหลังและงานอาชีพช่วงแรก เซอร์ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรนายคอนเวย์ เบอร์เนิร์ส-ลี และนางแมรี ลี วูดส์ ทั้งบิดาและมารดาเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในทีมสร้างคอมพิวเตอร์ยุคแรก คือ “แมนเชสเตอร์ มาร์ก 1” ด้วยกัน ทั้งสองได้สอนให้เบอร์เนิร์ส-ลีใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันไปทุกเรื่อง แม้แต่บนโต๊ะอาหาร เบอร์เนิร์ส-ลีเข้าโรงเรียนชั้นประถมที่โรงเรียน “ชีนเมาท์” (ซึ่งต่อมาได้อุทิศห้องโถงใหม่ห้องหนึ่งเป็นเกียรติแก่เขา) ก่อนที่จะย้ายไปเรียนต่อระดับโอ. และระดับเอ. ที่โรงเรียนเอ็มมานูเอล ที่วานสเวิร์ท เบอร์เนิร์ส-ลีเป็นศิษย์เก่าของควีนส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดซึ่งเบอร์เนิร์ส-ลีเป็นตัวแทนแข่งขันเกมส์ “ทิดดลีวิงค์” ประเพณี (เกมแข่งช้อนดีดอีแปะลงถ้วย) กับคู่ปรับเก่าแก่คือมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ด้วย ขณะที่เรียนที่ควีนส์คอลเลจ เบอร์เนิร์ส-ลีได้สร้างคอมพิวเตอร์ด้วยหัวแร้งไฟฟ้า ประกอบทีทีแอล (ทรานซิสเตอร์ชนิดหนึ่ง) ลอจิกเกท และหน่วยประมวลผล เอ็ม 6800 กับโทรทัศน์เก่าเครื่องหนึ่ง และช่วงหนึ่งในระหว่างการศึกษา เบอร์เนิร์ส-ลีถูกจับได้ร่วมกับเพื่อนฐานทำการ “แฮ็ก” คอมพิวเตอร์และถูกห้ามมิให้ใช้คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย เบอร์เนิร์ส-ลีจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์เมื่อ พ.ศ. 2518 เวิลด์ไวด์เว็บ ขณะที่เป็นลูกจ้างอิสระอยู่ที่ “เซิร์น” ระหว่างเดือนมิถุนายน – ธันวาคม พ.ศ. 2523 เบอร์เนิร์ส-ลีได้เสนอโครงการหนึ่งที่ใช้แนวคิด “ข้อความหลายมิติ” หรือ hypertext มาใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนและปรับสมัยข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกัน ขณะที่เบอร์เนิร์ส-ลีทำงานอยู่ที่นี่เขาได้สร้างระบบต้นแบบไว้แล้วเรียกชื่อว่า ENQUIRE หลังจากออกจากเซิร์นเมื่อ พ.ศ. 2523 เบอร์เนิร์ส-ลีไปร่วมงานกับบริษัท “อิมเมจคอมพิวเตอร์ซิสเต็ม” ของจอห์น พุล เบอร์เนิร์ส-ลีได้กลับมาทำงานที่เซิร์นอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2527 ในตำแหน่งสิกขบัณฑิต (Fellow) เมื่อถึง พ.ศ. 2532 เซิร์นได้กลายเป็นศุนย์อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเบอร์เนิร์ส-ลีได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ “ข้อความหลายมิติ” ผนวกเข้ากับอินเทอร์เน็ต เบอร์เนิร์ส-ลีเขียนไว้ในข้อเสนอโครงการของเขาว่า “…ผมเพียงเอาความคิดเรื่องข้อความหลายมิตินี้เขื่อมต่อเข้ากับความคิด “ทีซีพี” และ “DNS” และเท่านั้นก็จะได้ “เวิลด์ไวด์เว็บ..” เบอร์เนิร์ส-ลีร่างข้อเสนอของเขาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 และในปี พ.ศ. 2533 ด้วยความช่วยเหลือของโรเบิร์ต ไคลิยู ช่วยปรับร่างโครงการให้ ไมค์ เซนดอลล์ผู้จัดการของเบอร์เนิร์ส-ลีจึงรับข้อเสนอของเขา ในข้อเสนอนี้ เบอร์เนิร์ส-ลีได้ใช้ความคิดเดียวกับระบบเอ็นไควร์มาใช้สร้างเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งเขาได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์และเอดิเตอร์ตัวแรกของโลกชื่อว่า WorldWideWeb บนระบบปฏิบัติการ NEXTSTEP ของสตีฟ จอบส์ และสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ขึ้น เรียกว่า httpd (ย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon) เว็บไซต์แรกสุดสร้างขึ้นที่เซิร์น นำขึ้นออนไลน์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ให้คำอธิบายว่าเวิลด์ไวด์เว็บคืออะไร การที่จะเป็นเจ้าของเบราว์เซอร์ทำได้อย่างไรและจะติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังนับเป็นเว็บไดเร็กทอรีอันแรกของโลกด้วยเนื่องจากเบอร์เนิร์ส-ลีดูแลรายชื่อของเว็บไซต์อื่น ๆ ทั้งหมด นอกจากของตนเองด้วย ในปี พ.ศ. 2537 เบอร์เนิร์ส-ลีได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเวิลด์ไวด์เว็บ (W3C) ขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที ประกอบด้วยบริษัทหลายบริษัทที่ยินยอมพร้อมใจมาร่วมสร้างมาตรฐานและข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นหลักในการปรับปรุงคุณภาพของเว็บ ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2547 เบอร์เนิร์ส-ลียอมรับตำแหน่งประธานสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่คณะอีเล็กทรอนิกส์และวิยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเซาท์แธมตัน สหราชอาณาจักรเพื่อดำเนินโครงการใหม่ นั่นคือ “ซีแมนติกเว็บ” (Semantic Web) เบอร์เนิร์ส-ลีเปิดเผยให้ความคิดแก่ทุกคนและทุกองค์กรโดยไม่คิดมูลค่า เขาไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย รวมทั้งไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอื่นใดจากใคร นอกจากเงินเดือนปกติ ดังนั้น กลุ่มบริษัทเวิลด์ไวด์เว็บจึงตัดสินใจไม่คิดมูลค่าใด ๆ จากการนำมาตรฐานของกลุ่มบริษัทไปใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกันได้บนพื้นฐานทางเทคโนโลยี ไม่ใช่พื้นฐานค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง การได้รับการยอมรับ – มหาวิทยาลัยเซาท์แธมตันเป็นองค์กรแรกที่ยอมรับว่าเบอร์เนิร์ส-ลีเป็นคิดค้นและสร้างเวิลด์ไวด์เว็บ ด้วยการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่เขาเมื่อ พ.ศ. 2539 และให้เบอร์เนิร์ส-ลีดำรงตำแหน่งประธานสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในคณะอิเล็กทรอนิกส์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เบอร์เนิร์ส-ลีเป็นประธานผู้ก่อตั้ง 3Com ที่เอ็มไอทีและยังเป็นเมธีวิจัยอาวุโสที่นี่ด้วย เบอร์เนิร์ส-ลีเป็นสิกขบัณฑิตกิตติคุณ (Distinguished Fellow) ที่สมาคมคอมพิวเตอร์แห่งบริเทน สิกขบัณฑิตกิตติคุณของสถาบันวิศวกรไฟฟ้า และยังเป็นสมาชิกของบัณฑิตยสถานศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกันอีกด้วย – ในปี พ.ศ. 2540 เบอร์เนิร์ส-ลีได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจักรวรรดิบริทิช (OBE) พร้อมการได้รับเข้าเป็นราชบัณฑิตในราชบัณฑิตยสถานเมื่อ พ.ศ. 2544 ได้รับรางวัลญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2545 และในปีเดียวกันก็ได้รับรางวัลปรินซิเป เดอ แอสทูริอัส สาขางานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศสเปน และได้การโหวตเป็นหนึ่งในชาวบริติชที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ 100 คน โดยบีบีซี – เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 เบอร์เนิร์ส-ลีได้เป็นสิกขบัณฑิตเกียรติคุณในราชสมาคมศิลปะ – ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินสูงสุดชั้น 2 จากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบท เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ – 27 มกราคม พ.ศ. 2548 ได้รับการยกย่องเป็นชาวบริทิชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี และนิตยสารไทม์ในวาระเดียวกันยกย่องเบอร์เนิร์ส-ลีเป็นบุคคล 1

Continue Reading →

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

Albert Einstein2

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (14 มีนาคม พ.ศ. 2422 – 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2428 ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก “การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี” หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ให้เป็นเครื่องหมายการค้า ตัวไอน์สไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ผลงานของไอน์สไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่ง – ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า – ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตามหลักแห่งความสมมูล – วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล – ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง – ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง – อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว – ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล – ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง – ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง – พลังงานที่จุดศูนย์ – อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์ – EPR paradox – ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น “บุรุษแห่งศตวรรษ” ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเอ่ยถึงเขาว่า “สำหรับความหมายในทางวิทยาศาสตร์ และต่อมาเป็นความหมายต่อสาธารณะ ไอน์สไตน์ มีความหมายเดียวกันกับ อัจฉริยะ” ประวัติ วัยเด็กและในวิทยาลัย ไอน์สไตน์เกิดในเมืองอูล์ม ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก สมัยจักรวรรดิเยอรมัน ห่างจากเมืองชตุทท์การ์ทไปทางตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบันคือรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก ประเทศเยอรมนี บิดาของเขาชื่อว่า แฮร์มานน์ ไอน์สไตน์ เป็นพนักงานขายทั่วไปซึ่งกำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีไฟฟ้า มารดาชื่อว่า พอลลีน โดยมีคนรับใช้หนึ่งคนชื่อ คอช ทั้งคู่แต่งงานกันในโบสถ์ในสตุ๊ทการ์ท ( Stuttgart-Bad Cannstatt) ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิว (แต่ไม่เคร่งครัดนัก) อัลเบิร์ตเข้าเรียนในโรงเรียนประถมคาธอลิก และเข้าเรียนไวโอลิน ตามความต้องการของแม่ของเขาที่ยืนยันให้เขาได้เรียน เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ พ่อของเขานำเข็มทิศพกพามาให้เล่น และทำให้ไอน์สไตน์รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างในพื้นที่ที่ว่างเปล่า ซึ่งส่งแรงผลักเข็มทิศให้เปลี่ยนทิศไป เขาได้อธิบายในภายหลังว่าประสบการณ์เหล่านี้คือหนึ่งในส่วนที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาในชีวิต แม้ว่าเขาชอบที่จะสร้างแบบจำลองและอุปกรณ์กลได้ในเวลาว่าง เขาถือเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุอาจเกิดจากการที่เขามีความพิการทางการอ่านหรือเขียน (dyslexia) ความเขินอายซึ่งพบได้ทั่วไป หรือการที่เขามีโครงสร้างสมองที่ไม่ปกติและหาได้ยากมาก (จากการชันสูตรสมองของเขาหลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิต) เขายกความดีความชอบในการพัฒนาทฤษฎีของเขาว่าเป็นผลมาจากความเชื่องช้าของเขาเอง โดยกล่าวว่าเขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากกว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาจึงสามารถสามารถพัฒนาทฤษฎีเหล่านี้ได้ โดยการที่เขาสามารถรับความรู้เชิงปัญญาได้มากกว่าและนานกว่าคนอื่น ๆ ไอน์สไตน์เริ่มเรียนคณิตศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 12 ปี โดยที่ลุงของเขาทั้งสองคนเป็นผู้อุปถัมถ์ความสนใจเชิงปัญญาของเขาในช่วงย่างเข้าวัยรุ่นและวัยรุ่น โดยการแนะนำและให้ยืมหนังสือซึ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ใน พ.ศ. 2437 เนื่องมาจากความล้มเหลวในธุรกิจเคมีไฟฟ้าของพ่อของเขา ทำให้ครอบครัวไอน์สไตน์ย้ายจากเมืองมิวนิก ไปยังเมืองพาเวีย (ใกล้กับเมืองมิลาน) ประเทศอิตาลี ในปีเดียวกัน เขาได้เขียนผลงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา (คือ “การศึกษาสถานะของอีเธอร์ในสนามแม่เหล็ก”) โดยที่ไอน์สไตน์ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักในมิวนิกอยู่จนเรียนจบจากโรงเรียน โดยเรียนเสร็จไปแค่ภาคเรียนเดียวก่อนจะลาออกจากโรงเรียนมัธยมศึกษา กลางฤดูใบไม้ผลิ ในปี พ.ศ. 2438 แล้วจึงตามครอบครัวของเขาไปอาศัยอยู่ในเมืองพาเวีย เขาลาออกโดยไม่บอกพ่อแม่ของเขา และโดยไม่ผ่านการเรียนหนึ่งปีครึ่งรวมถึงการสอบไล่ ไอน์สไตน์เกลี้ยกล่อมโรงเรียนให้ปล่อยตัวเขาออกมา โดยกล่าวว่าจะไปศึกษาเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดตามคำเชิญจากเพื่อนผู้เป็นแพทย์ของเขาเอง โรงเรียนยินยอมให้เขาลาออก แต่นี่หมายถึงเขาจะไม่ได้รับใบรับรองการศึกษาชั้นเรียนมัธยม แม้ว่าเขาจะมีความสามารถชั้นเลิศในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่การที่เขาไร้ความรู้ใด ๆ ทางด้านศิลปศาสตร์ ทำให้เขาไม่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสในเมืองซูริก (Eidgenössische Technische Hochschule หรือ ETH) ทำให้ครอบครัวเขาต้องส่งเขากลับไปเรียนมัธยมศึกษาให้จบที่อารอในสวิตเซอร์แลนด์ เขาสำเร็จการศึกษาและได้รับใบอนุปริญญาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2439 และสอบเข้า ETH ได้ในเดือนตุลาคม แล้วจึงย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซูริก ในปีเดียวกัน เขากลับมาที่บ้านเกิดของเขาเพื่อเพิกถอนภาวะการเป็นพลเมืองของเขาในเวอร์เทมบูรก์ ทำให้เขากลายเป็นผู้ไร้สัญชาติ ใน พ.ศ. 2443 เขาได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส และได้รับสิทธิ์พลเมืองสวิสในปี พ.ศ. 2444 งานในสำนักงานสิทธิบัตร หลังจากจบการศึกษา ไอน์สไตน์ไม่สามารถหางานสอนหนังสือได้ หลังจากเพียรพยายามอยู่เกือบสองปี พ่อของอดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็ช่วยให้เขาได้งานทำที่สำนักงานสิทธิบัตรในกรุงแบร์น ในตำแหน่งผู้ช่วยตรวจสอบเอกสาร หน้าที่ของเขาคือการตรวจประเมินใบสมัครของสิทธิบัตรในหมวดหมู่อุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้า ในปี พ.ศ. 2446 ไอน์สไตน์ก็ได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำ หลังจากถูกมองข้ามมานานจนกระทั่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจักรกล ไอน์สไตน์กับเพื่อนหลายคนที่รู้จักกันในแบร์น ได้รวมกลุ่มกันเป็นชมรมเล็กๆ สำหรับคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์และปรัชญา ตั้งชื่อกลุ่มอย่างล้อเลียนว่า “The Olympia Academy” พวกเขาอ่านหนังสือร่วมกันเช่น งานของปวงกาเร แม็ค และฮูม ซึ่งส่งอิทธิพลต่อแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาของไอน์สไตน์มาก ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ ไอน์สไตน์แทบจะไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวใดๆ กับชุมชนทางฟิสิกส์เลย งานที่สำนักงานสิทธิบัตรของเขาโดยมากจะเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณไฟฟ้าและการซิงโครไนซ์ทางเวลาระหว่างระบบไฟฟ้ากับระบบทางกล ซึ่งเป็นสองปัญหาหลักทางเทคนิคอันเป็นจุดสนใจของการทดลองในความคิดยุคนั้น

Continue Reading →

เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley)

Elvis Presley1

เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) มีชื่อจริงว่า เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ (Elvis Aaron Presley) (8 มกราคม ค.ศ. 1935 – 16 สิงหาคม ค.ศ. 1977) เป็นนักดนตรีและนักแสดงชาวอเมริกัน เขาถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เขามักได้รู้จักในฉายา “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “เดอะคิง” เขาเกิดที่เมืองทูเพอโล รัฐมิสซิสซิปปี ต่อมาย้ายไปทีเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี กับครอบครัวของเขาเมื่ออายุได้ 13 ปี เขาเริ่มอาชีพนักร้องที่นี่เมื่อปี 1954 เมื่อเจ้าของค่ายซันเรเคิดส์ ที่ชื่อ แซม ฟิลลิปส์อยากที่จะนำดนตรีของชาวแอฟริกันอเมริกันไปสู่ฐานคนฟังให้กว้างขึ้น และเห็นเพรสลีย์มีความมุ่งมั่นดี ได้ร่วมกับนักกีตาร์ที่ชื่อสก็อตตี มัวร์และมือเบส บิล แบล็ก เพรสลีย์ถือเป็น 1 ในคนที่ให้กับเนิดแนวเพลงร็อกอะบิลลี แนวเพลงผสมผสานจังหวะอัปเทมโป แบ็กบีตผสมเพลงคันทรีกับริทึมแอนด์บลูส์ เขาได้เซ็นสัญญากับอาร์ซีเอวิกเตอร์ โดยมีผู้จัดการคือโคโลเนล ทอม พาร์กเกอร์ ที่เป็นผู้จัดการให้เขาร่วม 2 ทศวรรษ ซิงเกิลแรกของเพรสลีย์กับอาร์ซีเอคือซิงเกิล “Heartbreak Hotel” ออกขายในเดือนมกราคม ค.ศ. 1956 ติดอันดับ 1 เขาถือเป็นผู้นำภาพลักษณ์ของดนตรีป็อปแบบใหม่ในแบบร็อกแอนด์โรล โดยได้ปรากฏตัวบนเครือข่ายสถานีโทรทัศน์หลายครั้ง รวมถึงมีเพลงอันดับ 1 หลายเพลง เพลงของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยมีหลายส่วนนำมาจากเพลงชาวแอฟริกันอเมริกันและรูปแบบการแสดงซึ่งไม่สามารถยับยั้งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากรวมถึงเกิดข้อพิพาทด้วยเช่นกัน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1956 เขาปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Love Me Tender เขาเกณฑ์ทหารเมื่อปี 1958 โดยเพรสลีย์ออกผลงานเพลงหลังนั้น 2 ปีต่อมา กับงานที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตามในการจัดการของพารกเกอร์ เขาก็ยังมีผลงานภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกหลายเรื่องในคริสต์ทศวรรษ 1960 รวมถึงผลงานอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ด้วย ที่ส่วนมากถูกวิจารณ์ในเชิงดูถูกผลงานเหล่านั้น ในปี 1968 หลายจากห่างหายไปบนเวทีคอนเสิร์ตไป 7 ปี เขากลับมาแสดงสดในรายการโทรทัศน์พิเศษในการกลับมาในลาสเวกัสและยังมีทัวร์คอสเสิร์ต ในปี 1973 เพรสลีย์แสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมทั่วโลก ที่ชื่อ Aloha from Hawaii มีผู้ชมราว 1.5 พันล้านคน และจากการที่เขาติดยาจากใบสั่งแพทย์ ทำให้มีผลต่อสุขภาพของเขา จนเขาเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ในปี ค.ศ. 1977 ด้วยวัยเพียง 42 ปี เพรสลีย์เป็น 1 ในบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมากในวัฒนธรรมสมัยนิยมในศตวรรษที่ 20 กับน้ำเสียงที่ปรับได้หลายแบบและประสบความสำเร็จไม่ธรรมดาในหลากหลายแนวเพลง อย่างคันทรี, ป็อปบัลลาด, กอสเปล และบลูส์ เขาเป็นศิลปินเดี่ยวกับมียอดขายมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป็อป ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 14 ครั้ง ซึ่งเขาได้รับ 3 ครั้ง และยังได้รับรางวัลแกรมมี่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุ 36 ปี เขายังมีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศ 4 ครั้ง

Continue Reading →

พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช1

ศาสตราจารย์พิเศษพลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (20 เมษายน พ.ศ. 2454 – 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538) นักปราชญ์ นักเขียน นักการเมือง และศิลปินแห่งชาติ นับเป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่งของไทย เป็นน้องชายแท้ ๆ ของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี 4 สมัย สื่อมวลชนจึงนิยมเรียกทั้งคู่ว่า “หม่อมพี่ หม่อมน้อง” นอกจากนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ และ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ยังมีพี่สาวคือ หม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (สมรสกับ พลตำรวจเอกพระพินิจชนคดี หรือ พินิจ อินทรทูต) เมื่อปลายปี พ.ศ. 2551 กระทรวงวัฒนธรรมของไทย ได้เสนอชื่อหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นบุคคลสำคัญของโลกต่อองค์การยูเนสโก โดยมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน ซึ่งต่อมาในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ทางองค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นบุคคลสำคัญของโลก ใน 4 สาขา ได้แก่ การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พ.ศ. 2554 โดยได้รับการประกาศพร้อมกันกับครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งได้รับในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลพ.ศ. 2553 ประวัติ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบ้านม้า อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นโอรสคนสุดท้อง ในบรรดาโอรส-ธิดา ทั้ง 6 คน ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง (บุนนาค) โดยชื่อ “คึกฤทธิ์” นั้น มาจากการที่ ชอบร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้รับพระราชทานนามนี้จาก สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ หม่อมราชวงศ์หญิงพักตร์พริ้ง ทองใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2479 มีบุตรธิดา 2 คน คือ หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช และ หม่อมหลวงหญิง วิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาได้แยกกันอยู่กับหม่อมราชวงศ์พักตร์พริ้ง หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช พักอยู่ที่บ้านในซอยพระพินิจ ซึ่งเป็นซอยย่อยอยู่ในซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ เขตสาทร บ้านหลังนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “บ้านซอยสวนพลู” หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นับเป็นบุคคลที่มีบุคลิกและบทบาทที่หลากหลาย มีชื่อเสียงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการประพันธ์ การแสดง และยังเป็นนักการเมือง ท่านเป็นผู้ก่อตั้งพรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ. 2488 ต่อมาได้ยุบรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ในปีถัดมา ต่อมาก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อ พ.ศ. 2493 และก่อตั้งพรรคกิจสังคม เมื่อ พ.ศ. 2517 และได้ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2518 โดยสามารถเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลทั้งที่มีจำนวน ส.ส.ในมือเพียง 18 คน รัฐบาลคึกฤทธิ์ในครั้งนั้นมี นายบุญชู โรจนเสถียร ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกิจสังคม เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบาย “เงินผัน” เป็นที่รู้จักเลื่องลือทั่วไปในสมัยนั้น ก่อนดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยรับบทเป็น นายกรัฐมนตรี ของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง ชื่อว่าประเทศ สารขัณฑ์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Ugly American (1963) คู่กับมาร์ลอน แบรนโด เมื่อ ปี พ.ศ. 2506 และหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยรับบทเป็นนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์ ผู้แทนนอกสภา กำกับโดย สุรสีห์ ผาธรรม นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี เมื่อปี พ.ศ. 2526 ระหว่างการเล่นการเมือง หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ มีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองที่ทุกคนรู้จักดี คือ วาทะศิลป์ และบทบาทเป็นที่ชวนให้จดจำ เช่น การผวนพูดเล่นชื่อของตัวเองเมื่อมีผู้ถามว่า หมายถึงอะไร โดยตอบว่า “คึกฤทธิ์ ก็คือ คิดลึก” เป็นต้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ได้รับฉายาจากนักการเมือง และสื่อมวลชนมากมาย เช่น “เฒ่าสารพัดพิษ” “ซือแป๋ซอยสวนพลู” ภายหลังเมื่อมีอาวุโสสูงวัย จนสามารถแสดงความเห็นทางการเมือง ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ จึงได้รับฉายาว่า “เสาหลักประชาธิปไตย” นอกจากนี้อีกฉายาหนึ่งที่ใช้เรียก หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ในบางแห่งคือ “หม่อมป้า” ในด้านวรรณศิลป์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ มีผลงานหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย ที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น สี่แผ่นดิน, ไผ่แดง, กาเหว่าที่บางเพลง, หลายชีวิต, ซูสีไทเฮา, สามก๊กฉบับนายทุน และเรื่องสั้น “มอม” ซึ่งได้ใช้เป็นบทความประกอบแบบเรียนภาษาไทยในปัจจุบัน บางชิ้นมีผู้นำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ เช่น สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต และทำเป็นภาพยนตร์ เช่น

Continue Reading →

นายเอื้อ สุนทรสนาน

นายเอื้อ สุนทรสนาน1

เอื้อ สุนทรสนาน หรือเรียกกันว่า “ครูเอื้อ” (21 มกราคม พ.ศ. 2453 – 1 เมษายน พ.ศ. 2524) เป็นทั้งนักร้อง นักประพันธ์เพลงและหัวหน้าวงดนตรีสุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการเพลงไทยสากล โดยริเริ่มก่อตั้ง สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งมีผลงานมากมายจนนับไม่ถ้วนเป็นที่คุ้นเคยของผู้ฟังมากว่าครึ่งศตวรรษ เช่น เพลงเทศกาล/ประจำจังหวัด/สถาบันการศึกษา/สดุดี/ปลุกใจ ซึ่งคาดว่ามีมากกว่า 2,000 เพลง เช่น รำวงลอยกระทง ,รำวงเริงสงกรานต์ ,นางฟ้าจำแลง ฯลฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ในปี พ.ศ. 2518 เมื่อ พ.ศ. 2550 กระทรวงวัฒนธรรม ได้เสนอต่อองค์การยูเนสโกในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลเพื่อให้เป็นบุคคลดีเด่นของโลก และได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล ใน พ.ศ. 2552 ในวัยเด็ก เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 ณ ตำบลโรงหีบ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาชื่อ นายดี สุนทรสนาน มารดาชื่อ นางแส สุนทรสนาน มีนามเดิมว่า “ละออ” ต่อมา บิดาให้นามใหม่เป็น “บุญเอื้อ” และได้มาเปลี่ยนอีกครั้งในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น “เอื้อ” มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ได้แก่ – หมื่นไพเราะพจมาน (อาบ สุนทรสนาน) ต่อมาได้รับพระราชนามสกุล สุนทรสนาน จาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว – นางเอื้อน แสงอนันต์ – นายเอื้อ สุนทรสนาน เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บูรณะในจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อเข้าศึกษาได้เพียงปีเศษ ในปี พ.ศ. 2460 บิดาได้พาเข้ากรุงเทพมหานคร พักอาศัยอยู่กับหมื่นไพเราะพจมาน ผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งรับราชการเป็นคนพากย์โขนในกรมมหรสพ ต่อมาเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดระฆังโฆสิตารามจนจบชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวง ขึ้นที่สวนมิสกวัน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอนวิชาสามัญตามปกติ (ภาคเช้า)และวิชาดนตรีทุกประเภท(ภาคบ่าย) ครูเอื้อเลือกเรียนดนตรีฝรั่งตามความถนัดกับครูผู้ฝึกสอนคือ ครูโฉลก เนตตะสุต และ อาจารย์ใหญ่คือ อาจารย์พระเจนดุริยางค์ หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี พ.ศ. 2465 พระเจนดุริยางค์เห็นว่า มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี จึงให้หัดไวโอลิน และ แซ็กโซโฟน ทั้งยังให้เปลี่ยนมาเรียนดนตรีเต็มวัน ส่วนวิชาสามัญนั้นให้งดเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นต้นมา ชีวิตการทำงาน สองปีต่อมา เมื่ออายุได้เพียง 12 ขวบ ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อคณาจารย์ทั้งหลาย จึงได้ให้เข้ารับราชการประจำ กองเครื่องสายฝรั่งหลวงในกรมมหรสพ กระทรวงวัง รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” เงินเดือน 5 บาท เมื่อปี พ.ศ. 2467 กระทั่งมีความชำนาญมากขึ้นจึงได้เลื่อนขึ้นไปเล่นวงใหญ่ในปี พ.ศ. 2469 เงินเดือนเพิ่มเป็น 20 บาท และ 2 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานยศ “พันเด็กชาตรี” และ “พันเด็กชาโท” ในปีถัดไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ได้โอนไปรับราชการสังกัดกรมศิลปากร ในสังกัดกองมหรสพ และในปี พ.ศ. 2478 หลวงวิจิตรวาทการเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ได้รับเงินเดือนขึ้นเป็น 40 บาท และ 50 บาทใน 2 ปีต่อมา นอกจากนับราชการในกรมศิลปากรแล้ว ยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับคณะละครร้องที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่น คณะของ แม่เลื่อน ไวณุนาวิน และได้แต่งทำนองเพลง ยอดตองต้องลม ขึ้น นับเป็นเพลงแรกที่แต่งทำนอง (เฉลิม บุณยเกียรติ ใส่คำร้อง) ในปีเดียวกันนั้น ได้ขับร้องเพลง นาฏนารี (คู่กับ นางสาววาสนา ละออ) ซึ่งถือว่าเป็นเพลงแรกที่ได้ขับร้องบันทึกเสียง จนอายุได้ 26 ปี ใน พ.ศ. 2479 มีโอกาสเล่นดนตรีประกอบภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม “ถ่านไฟเก่า” สร้างโดย บริษัทไทยฟิล์ม ( ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ,หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ,นายพจน์ สารสิน และ นายชาญ บุนนาค) และยังได้ร้องเพลง ในฝัน แทนเสียงร้องของพระเอก ต่อมาได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีฟิล์มด้วย จากงานใหญ่ที่สร้างชื่อเสียง จึงมีความคิดตั้งวงดนตรีขึ้นในปีถัดมา เรียกชื่อวงตามจุดกำเนิดคือ “ไทยฟิล์ม” ตามชื่อบริษัทหนัง แต่ต้องสลายตัวเมื่อไทยฟิล์มเลิกกิจการไปหลังจากนั้นเพียงปีเศษ กรมโฆษณาการ ปีต่อมาทางราชการได้ปรับปรุงสำนักงานโฆษณาการ เชิงสะพานเสี้ยว และยกฐานะขึ้นเป็นกรมโฆษณาการ นายวิลาศ โอสถานนท์ อธิบดี นายวิลาศ เห็นว่า เมื่อมีสถานีวิทยุของรัฐบาลแล้ว ก็ควรจะมีวงดนตรีประจำอยู่ จึงได้นำความคิดไปปรึกษาหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ คุณหลวงตระหนักถึงฝีไม้ลายมือของเอื้อและคณะอยู่แล้ว จึงได้แนะนำว่า ควรจะยกวงของเอื้อมาอยู่กรมโฆษณาการ โดยการโอนอัตรามาจากกรมศิลปากร อันเป็นที่มาของวงดนตรีกรมโฆษณาการ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ เอื้อ สุนทรสนาน เป็นหัวหน้าวง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 (ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่8)

Continue Reading →

กุหลาบ สายประดิษฐ์

กุหลาบ สายประดิษฐ์1

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือรู้จักกันดีในนามปากกาว่า ศรีบูรพา (31 มีนาคม พ.ศ. 2448 — 16 มิถุนายน พ.ศ. 2517) เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงชาวไทย เจ้าของวาทะ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ประวัติ กุหลาบเกิดในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นชาวกรุงเทพฯ พ่อชื่อสุวรรณ เป็นเสมียนเอก ทำงานอยู่กรมรถไฟ แม่ชื่อสมบุญ เป็นชาวนาอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี นายสุวรรณกับนางสมบุญ ได้ให้กำเนิดบุตรสองคน คนโตเป็นหญิง ชื่อ จำรัส นิมาภาส (แต่งงานกับนายกุหลาบ นิมาภาส) ส่วนคนเล็กเป็นชาย ชื่อ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สี่ชีวิตพ่อแม่ลูกได้แยกครอบครัวมาเช่าห้องแถวที่เป็นของพระยาสิงหเสนีอยู่แถว ๆ หัวลำโพง เมื่อกุหลาบมีอายุได้สี่ขวบ เขาได้เริ่มต้นเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง จนถึงชั้นประถม 4 นายสุวรรณได้ช่วยสอนหนังสือให้ลูกชายคนเดียวก่อนเข้าโรงเรียนด้วย แต่พ่อของกุหลาบอายุสั้น ป่วยเป็นไข้เสียชีวิตแต่เมื่ออายุเพียงแค่ 35 ปี ตอนนั้นกุหลาบเพิ่งอายุหกขวบ แม่และพี่สาวจึงได้เลี้ยงดูเขาต่อมา โดยแม่ได้รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า และส่งพี่สาวไปฝึกเล่นละครรำ และละครร้อง เพื่อหาเงินมาช่วยจุนเจือและส่งเสียให้กุหลาบได้เรียนหนังสือโดยไม่ติดขัด กล่าวคือเมื่อจบชั้นประถม 4 แม่ก็ได้เอากุหลาบไปฝากเข้าเรียนต่อที่ โรงเรียนทหารเด็ก ของกรมหลวงนครราชสีมา โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ สอนทั้งวิชาทั่วไปและวิชาทหาร กุหลาบได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้สองปี แม่ก็รู้สึกสงสาร เพราะเห็นว่าลูกชายต้องอยู่เวรยามแบบทหาร และเห็นว่าอยากให้กุหลาบได้เรียนวิชาทั่วไปมากกว่า ดังนั้นจึงเอาออกจากโรงเรียนทหาร ให้มาอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยเริ่มต้นเรียนในชั้นมัธยม 2 และได้เรียนเรื่อยมาจนจบชั้นมัธยม 8 เมื่อ พ.ศ. 2468 เข้าสู่วงการ พ.ศ. 2465 อายุได้ 17 ปี เริ่มฝึกหัดการแต่งหนังสือ และทำหนังสือ โดยใช้พิมพ์ดีด จากนั้น ใน พ.ศ. 2466 เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาได้เริ่มเขียนบทกวี และเขียนเรื่องจากภาพยนตร์ ส่งไปให้หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์สยาม ในช่วงนั้นใช้นามปากกา เช่น “ดาราลอย” “ส.ป.ด. กุหลาบ” “นางสาวโกสุมภ์” “หนูศรี” “ก. สายประดิษฐ์” “นายบำเรอ” และ “หมอต๋อง” เริ่มต้นใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เป็นครั้งแรก ในเขียนงานชื่อ แถลงการณ์ ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ทศวารบันเทิง ไม่ทราบเป็นงานเขียนประเภทใด ในปีนั้นได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ โรงเรียนรวมการสอน และเป็นนักประพันธ์อยู่ใน สำนักรวมการแปล ของนายแตงโม จันทวิมพ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้มาฝึกการประพันธ์อยู่ที่ “สำนัก” นี้ ด้วยความมุ่งหวังอยากเรียนรู้ และหารายได้จากงานเขียนไปจุนเจือครอบครัว ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน พร้อมกันนั้นก็ได้ชักชวนเพื่อนร่วมรุ่นอีกสองคน คือ ชะเอม อันตรเสน และ สนิท เจริญรัฐ ให้มาช่วยกันที่ สำนักรวมการแปล ด้วย พ.ศ. 2467 อายุได้ 19 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยม 8 กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ใช้นามจริงของตัวเองเป็นครั้งแรกในการเขียนกลอนหก ชื่อ “ต้องแจวเรือจ้าง” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ชื่อ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ หนังสือพิมพ์โรงเรียนเล่มนี้ มีหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันท์) ซึ่งเป็นครูวิชาภาษาไทยของเขาเป็นบรรณาธิการ เป็น ในปีเดียวกัน กุหลาบก็เริ่มใช้นามปากกา “ศรีบูรพา” เขียนบทประพันธ์ขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พ.ศ. 2468 อายุ 20 กุหลาบเรียนจบชั้นมัธยม 8 เริ่มชีวิตการเป็นบรรณาธิการครั้งแรกหนังสือรายทส(รายสิบวัน) ชื่อ สาส์นสหาย แต่ออกมาได้แค่7เล่ม ก็ต้องเลิกไป ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2468 กุหลาบได้เข้าทำงานที่กรมยุทธศึกษาฯ โดยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ โดยมีตำแหน่งเป็น “เจ้าพนักงานโรงวิทยาศาสตร์” ได้เงินเดือนเดือนละ 30 บาท การที่กุหลาบไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ เพราะสืบเนื่องมาจากเคยส่งเรื่องไปลงพิมพ์ที่นี่ จนเป็นที่พอใจของ พ.ท. พระพิสิษฐพจนาการ (ชื่น อินทรปาลิต) ผู้เป็นบรรณาธิการในขณะนั้น ซึ่งต้องการ “ผู้ช่วย” ที่มีความรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปทำงาน พ.ศ. 2469 อายุ 21 เริ่มเขียนงานประพันธ์อีกหลายชิ้น ได้ลงตีพิมพ์ที่ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ (รายเดือน) สมานมิตรบันเทิง (รายปักษ์) มหาวิทยาลัย (รายเดือน) สวนอักษร (รายปักษ์) สาราเกษม (รายปักษ์) ปราโมทย์นคร (รายสัปดาห์) ดรุณเกษม (รายปักษ์) เฉลิมเชาว์ (รายเดือน) วิทยาจารย์(รายเดือน) ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ได้ไปช่วยเพื่อนทำหนังสือพิมพ์ ธงไทย รายสัปดาห์ และหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ซึ่งออกในงานรื่นเริงของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ขณะที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ อยู่ประมาณสองปีเศษนั้น ได้มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ “Young กุหลาบ” ตัดสินใจเลิกคิดที่จะเอาดีทางรับราชการ และได้เบนชีวิตหันมาประกอบอาชีพนักเขียน นักหนังสือพิมพ์โดยอิสระเพียงอย่างเดียว โดยเป็นหนึ่งในคณะสุภาพบุรุษร่วมกับนักเขียนชื่อดังท่านอื่นๆ เช่น ยาขอบ ฮิวเมอริสต์ จัดทำหนังสือพิมพ์ชื่อ สุภาพบุรุษ รายปักษ์

Continue Reading →